หน้าแรก เศรษฐกิจ สรท.คงเป้าส่ง...

สรท.คงเป้าส่งออกปี’66 ที่ 1-2% จับตาค่าไฟไตรมาส 2/66 เหตุปัจจัยลบสำคัญฉุดการเติบโต

7.03.23 | 12:21 น.
ภาพโดย Kai Pilger/pexels

สรท.คงเป้าส่งออกปี’66 ที่ 1-2% พร้อมจับตาค่าไฟไตรมาส 2/66 หลังยังเป็นปัจจัยลบสำคัญฉุดการเติบโต


เมื่อวันที่ 7 มีนาคม นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ส่งออกเดือนมกราคม ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ว่าภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนมกราคม 2566 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่าการส่งออกมีมูลค่า 20,249.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือติดลบ 4.5% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 700,127 ล้านบาท ติดลบ 0.9% เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย พบว่าการส่งออกในเดือนมกราคมหดตัว 3.0% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 24,899.1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 5.5% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 871,430 ล้านบาท ขยายตัว 9.4% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมกราคม 2566 ขาดดุลเท่ากับ 4,649.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 171,303 ล้านบาท

ทั้งนี้ สรท.ยังหวังผลักดันให้การส่งออกรวมทั้งปี 2566 เติบโตระหว่าง 1-2% (ณ เดือนมีนาคม 2566) โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ 1.ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอนสูง มีโอกาสเกิดภาวะถดถอยและการชะลอตัวของภาคการผลิต แต่ยังคาดหวังภาคบริการและการท่องเที่ยวช่วยผลักดันการฟื้นตัว 2.ต้นทุนราคาพลังงานในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนตามสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า และภาวะเงินเฟ้อ

ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)

ส่วนปัจจัยบวกในปี 2566 ได้แก่ 1.สถานการณ์ค่าเงินบาทที่ปรับตัวอยู่ในระดับที่เหมาะสมสอดคล้องกับประเทศคู่ค้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 34.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ 2.จีนเปิดประเทศ สร้างโอกาสทางการค้ามากขึ้น รวมถึงกลุ่มประเทศเป้าหมายที่ตั้งเป้าขยายโอกาสทางการค้า อาทิ อินเดีย และตะวันออกกลาง และ 3.ค่าระวางเรือปรับลดลงในเส้นทางหลักเกือบทุกเส้นทาง รวมถึงสถานการณ์ตู้คอนเทนเนอร์ที่กลับมามีจำนวนเพียงพอต่อการส่งออกแล้ว

Advertisement

นอกจากนี้ สรท.มีข้อเสนอแนะที่สำคัญประกอบด้วย 1.ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสนับสนุนการใช้เงินสกุลท้องถิ่นที่มีอยู่ รวมถึงเร่งขยายกรอบความร่วมมือไปยังประเทศคู่ค้าที่สำคัญเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เพื่อลดความผันผวนจากการใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในการทำธุรกรรม และพิจารณาทบทวนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2.ขอให้ควบคุม หรือกำกับดูปรับขึ้นค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (เอฟที) ในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 อยู่ระดับที่เหมาะสม เนื่องจากค่าไฟฟ้าเป็นต้นทุนหลักของภาคการผลิต และกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

และ 3.ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่เร่งผลักดันกระบวนการเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป ไทย-EFTA และเอฟทีเอ ใหม่ในตลาดคู่ค้าสำคัญ อาทิ UAE และ GCC เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศมากขึ้นต่อไป