‘สันติธาร’ ชี้ งานกำลังถูกดิสรัปครั้งใหญ่ จะเกิดภาวะ ‘คนไม่มีงาน-งานไม่มีคน’ แนะรีสกิลทักษะแรงงานให้ทันการเปลี่ยนแปลง
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ดร.สันติธาร เสถียรไทย ประธานทีมเศรษฐกิจ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ Sea Group โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับเรื่อง “งาน” (Work) กำลังถูกดิสรัปครั้งใหญ่ โดยมีรายละเอียดว่า
ด้านหนึ่งจาก การพัฒนาของ AI ที่ทำให้เราต้องจินตนาการโลกของงานที่ไม่ต้องมีคน ส่วนอีกด้านมาจาก การลาออกครั้งยิ่งใหญ่ (Great Resignation & Quiet Quitting) ที่ทำให้ต้องคิดถึงโลกของคนที่ไม่ได้มีแต่เรื่องงาน ในช่วงที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปร่วมฟัง-ถก-คิดกับหลายวง เรื่องพวกนี้เลยขอเขียนข้อคิดที่ได้เบื้องต้นแปะไว้ครับ
1.ไซบอร์กแทนคน ไม่ใช่ AI แทนใคร
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนดูจะเห็นตรงกันว่าอนาคตไม่ใช่หุ่นยนต์มาแทนคน แต่เป็นคนที่ร่วมมือกับ AI หรือที่บางครั้งเรียกกันว่า “ไซบอร์ก” ที่อาจจะมาแทนที่คนทำงานปกติ เสมือนเครื่องคิดเลขไม่ได้มาแทนที่คนแต่ทำให้คนที่ใช้เครื่องคิดเลขคล่องมาแทนที่คนที่ใช้ไม่เป็น
การที่คนต้องร่วมมือกับเอไอไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่ใหม่คือการดีไซน์รูปแบบของการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับหุ่นยนต์อาจต้องเปลี่ยนแปลงอีกมากเพราะการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเอไอในช่วงที่ผ่านมา
การมาของเอไอคลื่นลูกใหม่มาแรงที่เรียกว่า Generative AI แบบ ChatGPT Stable, Diffusion, DALL-E 2 สามารถทำงานหลายอย่างที่เมื่อก่อนเราจะคิดว่าจะทำได้ก็ต่อเมื่อมี Creativity ของมนุษย์ เช่น ทำคอนเทนท์ แต่งกลอน เขียนเพลง สร้างวีดีโอคลิป ทำอนิเมชั่น หรือแม้แต่เขียนโค้ดคอมพิวเตอร์ ฯลฯ แต่วันนี้เอไอสามารถพวกนี้ได้โดยใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่
และก็จะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมนุษย์ยิ่งเข้าไปใช้มันมากขึ้น (ChatGPTใช้เวลาแค่ 2 เดือนในการเพิ่มผู้ใช้รายเดือนทะลุ 100ล้านคน) และบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างก็ทุ่มเงินลงทุนแข่งกันพัฒนาเอไอแบบนี้
จึงต้องกลับมาคิดใหม่กันว่างานแบบไหนจะอยู่แบบใดจะไป
2.“แยกหน้าที่” มากกว่า “แย่งอาชีพ” (Tasks vs Jobs)
การถกเถียงกันต้องขยับจากการคิดว่า “อาชีพ” ใดจะถูกแทนที่โดยเอไอมาเป็น “หน้าที่” อะไรที่เอไอทำได้ อันไหนที่มนุษย์ควรทำ เช่น อาชีพนักเขียนอาจไม่ได้หายไป แต่หน้าที่การร่างโครงบทความ draft แรก การรวบรวมข้อมูล การหาภาพประกอบ อาจไม่ต้องทำโดยมนุษย์อีกต่อไป
เราจึงต้องจินตนาการแต่ละอาชีพที่เรารู้จักใหม่ (Reimagine)
บางหน้าที่อาจให้เอไอทำแทนมนุษย์ไปเลย เช่น งานที่ซ้ำซาก งานที่ไม่ต้องใช้สัมผัสมนุษย์มากนัก และงานที่หากผิดพลาดไม่ส่งผลรุนแรงเกินไป (เพราะเอไออาจจะทำถูก 95% แต่ อีก 5% ที่ผิดอาจถึงชีวิต)
บางหน้าที่ที่หากผิดพลาดแล้วเรื่องใหญ่หรือการเข้าใจบริบทเป็นสิ่งสำคัญให้เอไอทำก่อนแล้วมนุษย์คอยคุมหรือปรับเอาไปใช้ต่อ (เช่น ร่างบทความ ทำคอนเทนท์ ฯลฯ)
บางงานที่ต้องใช้สัมผัสมนุษย์สูงให้คนทำออกหน้าไปแล้วเอไอคอยเช็ค แนะนำวิธีพัฒนาคุณภาพ (เช่น งานคอลเซ็นเตอร์บางอย่าง)
บางหน้าที่อาจเกิดขึ้นมาใหม่ในยุคเอไอ เช่น Prompt Engineer ที่มีหน้าที่ดีไซน์การป้อนคำถาม/คำสั่งให้เอไอเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการประมวลข้อมูลสูงที่สุดและได้คำตอบที่ต้องการ เพราะในหัวข้อเดียวกันหากถามหรือป้อนคำสั่งคนละวิธีก็ได้ผลไม่เหมือนกัน ในแง่นี้เอไออาจมีความคล้ายเด็กที่ฉลาดแต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองรู้อะไร ต้องคอยมีผู้ใหญ่คอยช่วยดึงความสามารถออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
ซึ่งการดีไซน์กระบวนการทำงานใหม่นี้ยังต้องมีการลองถูกลองผิดอีกมากไม่ต่างกับสมัยที่การมาของไฟฟ้าทำให้รูปแบบการทำงานโรงงานเปลี่ยนใหม่หมด
3.Creativity อาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยของมนุษย์อีกต่อไป
เดิมทีผู้เชี่ยวชาญมองว่าความสร้างสรรค์คือสิ่งที่เอไอทำแทนคนไม่ได้ แต่ในยุคของ Generative AI เอไอสามารถทำกิจกรรมที่ต้องใช้ Creativity ได้สารพัดอย่างที่ยกตัวอย่างไปข้างบน
งานสายครีเอทีฟจึงอาจถูกท้าทาย-ดิสรัปใน 4 รูปแบบ
หนึ่ง คือ เอไอสามารถทำเองแทนที่คนได้เลยในบางด้าน เช่น เขียนบทความเองเลย จนมีข่าวว่ามหาวิทยาลัยที่อเมริกาเดือดร้อนเพราะนักเรียนต่างใช้ ChatGPT ทำการบ้านให้
สอง เอไออาจทำลาย “รั้ว” ที่เคยล้อมวิชาชีพสายครีเอทีฟเหล่านี้ (ลด Barriers to entry)
คนที่ไม่ได้เรียนมาและมีทักษะเหล่านี้สามารถเข้ามาสร้างคอนเทนท์ สร้างงานครีเอทีฟเหล่านี้ได้ง่ายมากๆ (Democratisation) จนผลคือมีงานแบบนี้เกลื่อนไปหมด งานไหนฮิตแป๊บเดียวก็ก๊อปปี้กันหมดจน ซัพพลายล้นตลาดจนไม่เหลือมูลค่า (อาจคล้ายการเปลี่ยนจากยุคที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตมามีอินเทอร์เน็ตที่ลอกงาน ดัดแปลง ต่อยอดงานกันง่ายมาก) ทำให้ค่าตัว-ค่าแรงของคนที่ทำงานด้านนี้ลดลงไปด้วย ล่าสุดก็มีข่าวว่าวงการสำนักพิมพ์หนังสือมีปัญหาเพราะพบว่าคนใช้ ChatGPT เขียนหนังสือกันจำนวนมาก
สาม เกิดคำถามว่างานครีเอทีฟที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นของใคร หากเราสั่งให้เอไอแต่งเพลงขึ้นมา อันนี้คืองานสร้างสรรค์ของเอไอตัวนี้ ของคนโปรแกรมเอไอ ของคนแต่งเพลงหลายคนที่เอไอตัวนี้ไปลอกเลียนมา หรือของเราคนที่คอยป้อนคำถาม-คำสั่งให้เอไอจนเขียนเพลงออกมาเสร็จ หรือเป็นของทุกคน? โดยแต่ละประเทศและสังคมอาจให้ส่วนแบ่งความเป็นเจ้าผลงานนี้ไม่เหมือนกัน
ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าทักษะ Creativity ไม่สำคัญแล้วแต่อาจทำให้เราต้องมานิยามใหม่ว่าอะไรคือ Creavity ที่แท้จริงเพราะเราอาจได้เห็นว่างานครีเอทีฟหลายงานอาจมีทั้งส่วนที่ใช้ Creativity สร้างงานที่ออริจินัลขึ้นมาใหม่จริงๆ และส่วนที่ไม่ได้ใช้ Creativity เท่าที่เราคิด
4.Care Economy ยังต้องพึ่งมนุษย์ แต่การเป็นมนุษย์ไม่ได้การันตีว่าจะมีทักษะแห่งมนุษย์
ทักษะแห่งมนุษย์ เช่น ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (Empathy) ทักษะทางอารมณ์ (EQ) ฯลฯ จะเป็นสิ่งที่มีค่ามากขึ้นในอนาคตเพราะเอไอทำแทนที่คนได้ยากและโลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ต้องการการดูแลมากขึ้น แต่เราไม่ควรประมาทว่าเพียงเพราะเราเป็นมนุษย์เราจะมีทักษะพวกนี้มากกว่าหุ่นยนต์
ในวงเสวนาหนึ่ง มีการถกกันว่า หากผล X-ray ออกมาบอกว่าคุณเป็นโรคร้าย คุณคงอยากให้หมอที่เป็นคนบอกมากกว่าหุ่นยนต์ใช่ไหม แล้วมีคนหนึ่งเถียงขึ้นว่าแล้วแต่หมอแบบไหน เพราะหมอบางคนอาจทำหน้าที่บอกข่าวร้ายได้แย่กว่าหุ่นยนต์เสียอีก
แม้จะเป็นการพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงแต่คนในวงเสวนานั้นก็ยอมรับว่าในโลกที่เน้นประสิทธิภาพและความเร็วมากๆ อย่างในปัจจุบันบางครั้งคนเราก็ทิ้งทักษะแห่งมนุษย์เหล่านี้ไป โดยมองว่ามันไม่ใช่สิ่งจำเป็น
เอไออาจทำให้ต่อไป คำว่า “Care” ใน “Healthcare” มีค่าไม่แพ้คำว่า “Health” และในวงการอื่นก็น่าจะเจอประเด็นนี้เช่นกัน
5.คนขาดงาน หรือ งานขาดคน?
แต่การมาของเทคโนโลยีเอไอไม่ได้เกิดขึ้นโดดๆ แต่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมด้านอื่นที่มีผลกับตลาดงานด้วย การเข้าบริบทเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ
ในขณะด้านหนึ่งคนกำลังกลัวหุ่นยนต์มาแย่งงาน หลายอุตสาหกรรมและหลายประเทศกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง โดยมีเหตุผลหลายประการ ทั้งโครงสร้างประชากรโลก (และไทย) ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้คนวัยทำงานมีน้อยลง นอกจากนี้ คนจำนวนไม่น้อยก็กำลังไม่อยากทำงาน (แบบเดิม) ทำให้เกิดเทรนด์ใหญ่อย่าง Great Resignation ที่คนจำนวนมากลาออกจากงานประจำเดิม ต่อด้วย Quiet Quitting สำหรับคนที่ยังออกจากงานไม่ได้หรือยังไม่อยากออกทันทีแต่ก็ถอดใจเลิกทำงานแบบเงียบๆ
หนึ่งในเหตุผลสำคัญของเทรนด์นี้คือการที่คนกำลังเริ่มคิดถึงชีวิตที่ไม่ได้มีแต่ “งาน” กำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราทำงานไปเพื่ออะไร เราต้องการอะไรจากมันบ้างนอกจากเรื่องเงิน บางคนอาจให้ความสำคัญกับ purpose ของงานว่าทำอะไรที่ตรงกับ Values ของเขาไหม บ้างก็อยากได้งานที่ให้โอกาสการเรียนรู้พัฒนาตนเอง ให้สมดุลกับชีวิต-งานที่ดีกว่าเดิม ฯลฯ
ดังนั้นหากมองในแง่นี้การมาของเอไอก็อาจเป็นทางออกที่สำคัญที่จะช่วยลดปัญหาขาดแคลนแรงงานที่อาจจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต อาจพูดได้ด้วยซ้ำว่าเทคโนโลยีแบบเอไอ หุ่นยนต์ ออโตเมชั่น ต่างก็ล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน (หรือค่าแรงที่แพงขึ้น) นอกจากนี้ เอไออาจสามารถช่วยแบ่งเบางาน-หน้าที่ที่ซ้ำซาก เพื่อให้คนเอาเวลาไปทำงานที่สร้างสรรค์กว่า หรือไปพัฒนาตัวเองในด้านอื่นๆ ที่มีประโยชน์มากขึ้น เสมือนการมีเครื่องคิดเลขก็ทำให้เราไม่ต้องมาท่องสูตรคูณ ทดเลข ไปใช้เวลานั่งคิดตีโจทย์ยากๆ หรือเอาเลขมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาต่างๆ แทน
ทิ้งท้าย – Reskilling แรงงานจะเป็นโจทย์ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม
การมาของเทคโนโลยีเอไอจึงเป็นทั้งคำตอบและคำถาม ทั้งโอกาสและความท้าทาย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับมืออย่างไร
หนึ่งในโจทย์สำคัญที่สุดคือจะรีสกิลทักษะแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีสเกลและรวดเร็วทันการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร เพื่อโยกคนจากงานที่กำลังหายไป สู่หน้าที่บทบาทใหม่ที่อาจมีดีมานด์มากขึ้นหคือถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพราะเทคโนโลยี
หากตอบตรงนี้ไม่ได้ประเทศนั้นก็อาจเจอทั้งปัญหา “คนขาดงานทำ” และ ปัญหา “งานขาดคนทำ” ไปพร้อมๆ กัน และที่สำคัญคนที่ขาดงานทำมักจะเป็นกลุ่มที่เปราะบางขาดโอกาสในสังคม ทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น คนถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากขึ้น
เราอาจถามเอไอได้แล้วว่าประเทศและองค์กรควรมียุทธศาสตร์การรีสกิลอย่างไร แต่สุดท้ายแล้วมันจะเกิดขึ้นจริงไหมคงยังขึ้นอยู่กับมือของคน

