‘เนสท์เล่’ มั่นใจเศรษฐกิจไทย ปีนี้ทุ่มลงทุนอีก 1 หมื่นล้าน ลั่นจะตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุด
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม นายวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเนสท์เล่ อินโดไชน่า เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทยยังมีการขยายตัวหลังโควิดคลี่คลาย และมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้จะทำให้การจับจ่ายคึกคักอีกด้วย ซึ่งในปี 2566 เป็นปีที่บริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบ 130 ปี และบริษัทยังคงลงทุนที่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้จะใช้เงินลงทุน ร่วม 10,000 ล้านบาท เพิ่มจากในช่วง 2561-2565 ใช้เงินลงทุนไป 13,600 ล้านบาทด้วยการเปิดโรงงานใหม่ 2 แห่ง และยังมีการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทยหลายชนิดไปนานาประเทศอีกด้วย

นายวิคเตอร์กล่าวว่า สำหรับเม็ดเงินลงทุนในปีนี้แบ่งเป็นการลงทุนในโรงงาน ประมาณ 6,500 ล้านบาท ในสายการผลิตของหน่วยธุรกิจเนสท์เล่ เพียวริน่า เพ็ทแคร์ (Purina Pet Care) ที่ปีนี้จะมีการเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นถึง 50% จากปีที่แล้วลงทุนไปจำนวน 500 ล้านฟรังก์สวิส ซึ่งเป็นการลงทุนมากที่สุดในรอบ 5 ปี

“ส่วนที่เหลือประมาณ 3,500 ล้านบาท เป็นการลงทุนในด้านธุรกิจกับการตลาด รวมถึงด้านความยั่งยืน ตั้งเป้าจะลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% ภายในปี 2568”

นายวิคเตอร์กล่าวว่า ในปี 2565 เนสท์เล่สามารถสร้างรายได้เติบโต 3.5-4% จากปี 2564 และคาดว่าปีนี้จะสามารถผลักดันยอดขายได้เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งรายได้หลักยังมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟ
“จากผลกระทบสงครามรัสเซียกับยูเครน ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าทุกกลุ่มเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 8% หากดูเป็นสินค้าแต่ละตัว บางสินค้ามีต้นทุนขึ้นสูงมากกว่านั้น แต่บริษัทก็ไม่ได้ขึ้นราคา หรือขยับราคาไปไกลถึง 8% แบะบริษัทไม่เคยประกาศว่าจะไม่ขึ้นราคา”
นายวิคเตอร์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามแต่บริษัทตระหนักดีถึงสถานการณ์ที่น่าหนักใจที่ผู้บริโภคชาวไทยต้องเผชิญในเวลานี้ จึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยหันไปมองเรื่องการประหยัดต้นทุนที่เป็นไปได้ตลอดห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด ก่อนที่จะพิจารณาการปรับราคาเป็นทางออกสุดท้าย ซึ่งในปีนี้จะพยายามตรึงราคาไว้ให้นานที่สุด แม้ว่าปีนี้ต้นทุนผลิตภัณฑ์นมจะมีแนวโน้มสูงขึ้นก็ตาม


