‘พิพัฒน์’ จ่อชง ‘ครม.’ ดันท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ 14 มี.ค.นี้
ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวภายในงานสัมมนา “The NEXT Thailand’s Future : จุดเปลี่ยนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน” ว่า ในวันที่ 14 มีนาคมนี้ กระทรวงจะนำแผนการฟื้นประเทศด้วยภาคการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายปี 2566 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 25-30 ล้านคน สร้างรายได้ 2.4 ล้านล้านบาท และเป้าหมายที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กำหนดว่า ภายในปี 2570 ภาคการท่องเที่ยวไทย จะต้องมีรายได้เพิ่มในสัดส่วน 25% ของจีดีพีรวม หรือคิดเป็นมูลค่า 6 ล้านล้านบาท
“สภาพัฒน์ตั้งเป้าหมายไว้สูงมาก ถือเป็นการกดดันกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาก ซึ่งการเดินหน้าสู่เป้าหมายดังกล่าวนั้น กระทรวงไม่สามารถทำเองได้ แต่ต้องพึ่งพาหน่วยงานและกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ” นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การดันท่องเที่ยวขึ้นเป็นวาระแห่งชาตินั้น แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1.พร้อมรับ 2.พัฒนา และ 3.พลิกโชว์ประเทศไทย โดยแบ่งเป็นระยะที่ 1 ช่วงปี 2566-2567 เราจะต้องเตรียมความรับในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งการที่เกิดโควิดระบาด 2 ปีกว่าที่ผ่าน เราก็ได้ทำไปบางส่วนแล้ว อาทิ ความสะอาด ปลอดภัย เป็นธรรม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยประเทศไทยมีจุดแข็ง คือ 1.คุณลักษณะของประเทศ ที่คนไทยมีจิตใจโอบอ้อมอารี พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเสมอ 2.เราอยู่ในภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดเด่นของโลก ไม่มีภัยธรรมชาติที่เป็นความรุนแรง 3.มีวัฒนธรรม ประเพณีที่สวยงาม
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ระยะที่ 2 ช่วงปี 2566-2568 พัฒนาภาคการท่องเที่ยวไปข้างหน้า เพื่อไม่ให้กลับไปสู่สภาพเดิมในปี 2562 ก่อนเกิดโควิด มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา 40 ล้านคน ทำให้เกิดความแออัด เปรียบเทียบเป็นเหมือนสลัมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้เมื่อหลังโควิดคลายตัวแล้ว ภาคการท่องเที่ยวไทยได้รับการผ่าตัดใหญ่อีกครั้ง มีการพัฒนาและเตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในอนาคตเมื่อกลับมาถึง 40 ล้านคนแล้ว จะต้องไม่เกิดความแออัดเหมือนในอดีตที่ผ่านมา รวมถึงการเตรียมพร้อมรับในจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ 50 ล้านคน เป็นต้นไปถึง 80 ล้านคนในปี 25670
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ระยะที่ 3 ช่วงปี 2566-2570 การเดินหน้าไปพร้อมกัน ตามเทรนด์ของโลกด้วย อาทิ โลว์คาร์บอนกำลังเป็นที่นิยม เราได้สนับสนุนให้เกาะคอเขา จังหวัดพังงา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โลว์คาร์บอน 100% ในปี 2568 ก่อนจะขยายไปทั่วจังหวัดพังงา และพื้นที่เขาหลัก กะปง เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่ รวมถึงการท่องเที่ยวสปา คลองท่อม จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นน้ำพุเค็มที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก ส่วนจุดสุดท้ายคือ จังหวัดภูเก็ต จะผลักดันเป็นเมืองสุขภาพ โดยมีงานใหญ่คือ การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน Specialised Expo 2028 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้
“เราต้องพัฒนาในด้านความสมดุลระหว่างคุณภาพและปริมาณที่ต้องมาพร้อมกัน โดยวางแผนในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นการเน้นไปที่ปริมาณ แต่เน้นคุณภาพของคนมากกว่าแทน โดยนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพนั้น ไม่ได้มองแค่มีเงินมากอย่างเดียว แต่ต้องเป็นผู้ที่มีการใช้จ่ายสูง อยู่พำนักในประเทศเป็นเวลานาน เดินทางเข้ามาเที่ยวซ้ำบ่อยครั้ง รวมถึงต้องมีเจตนาที่ดีในการท่องเที่ยว เคารพกฎ กติกร วัฒนธรรม วิถีท้องถิ่น และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย” นายพิพัฒน์ กล่าว

