สำรวจความเชื่อมั่นประชาชน-ธุรกิจ ก.พ. ดีขึ้นแบบอ่อนๆ ม.หอการค้า ชี้พบสัญญาณ ‘กังวล ศก.ถดถอย’ รอบใหม่
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ภาคธุรกิจ) เดือนกุมภาพันธ์ 2566 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวดีขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 และสูงสุดในรอบ 36 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวม ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 52.6 37.0 60.2 จาก 51.7 36.3 59.2 ในเดือนมาราคม ตามลำดับ ปรับดีขึ้นจากความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 46.8 49.9 61.2 จากในเดือนมกราคม ที่อยู่ 46.0 49.0 และ 60.2 ตามลำดับ รวมถึงผลสำรวจภาวการณ์ใช้จ่ายของผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ 2566 มีมุมมองต่อการซื้อบ้านหลังใหม่ รถยนต์คันใหม่ ท่องเที่ยว และลงทุนทำธุรกิจ ดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 เช่นกัน สำหรับความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ภาคธุรกิจ) โดยรวม ความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในปัจจุบัน ความเชื่อมั่นหอการค้าไทยในอนาคต อยู่ที่ 49.7 49.4 50.1 จาก 47.4 47.2 47.6 ในเดือนมกราคม ตามลำดับ
นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า ปัจจัยหนุนต่อความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้น ผลต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว การกลับมาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศมากขึ้น รัฐต่อมาตรการต่างๆ ประกอบกับราคาน้ำมันเบนซินปลดลงทำให้ประชาชนรู้สึกผ่อนคลายเรื่องค่าครองชีพลง ส่วนปัจจัยลบคือปัญหาค่าครองชีพทรงตัวสูง ความกังวลสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลก เพิ่มแรงกดดันการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งส่งผลลบต่อการส่งออกของไทยหดตัวลง อาจลามถึงการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยและการจ้างงานที่มีโอกาสฟื้นตัวต้องล่าช้าออกไป เฉพาะภาคธุรกิจต้องการให้รัฐแก้ไขปัญหาเรื่องต้นทุนประกอบการโดยเฉพาะค่าพลังงานและค่าไฟ ดูแลเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งทุนและช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ลดปัญหาหนี้ครัวเรือน และป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดโควิดรอบใหม่
“ผลสำรวจความเชื่อมั่นเดือนกุมภาพันธ์ ค่อนข้างแปลกไปจากช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา แม้ความเชื่อมั่นดีขึ้นทุกรายการ แต่เป็นการเพิ่มในอัตราที่ลดลง จากเคยสูงขึ้น 1-2 จุด กลับต่ำกว่า 1 จุด แต่หลายรายการยังต่ำกว่าค่าปกติที่ 50 โดยเฉพาะมุมมองต่ออนาคตเพิ่มต่ำกว่าปัจจุบัน สะท้อนว่าประชาชนและธุรกิจยังกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกดูเหมือนซึมตัว ตามแรงกดดันจากเงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย กำลังซื้อโลกชะลอตัวจนกระทบส่งออกไทยติดลบ สภาพัฒน์ลดตัวเลขทางเศรษฐกิจเดิมคาดปีนี้กรอบ 3-4% เหลือ 2.7-3.7% เริ่มมองส่งออกปีนี้อาจติดลบ บาทผันผวนมาก หลายองค์กรเริ่มลดคาดการณ์ตัวเลข ในสำรวจพบถึงบรรยากาศใช้จ่าย การลงทุน การค้า ส่งออก ถูกมองว่าไม่โดดเด่นเท่าที่คาดการณ์ไว้ มองสัญญาณเศรษฐกิจแผ่วลงจากนี้ ดังนั้น ต้องจับตาเดือนมีนาคมและเมษายน ว่าบรรยากาศและเม็ดเงินการหาเสียงเลือกตั้ง การท่องเที่ยวหยุดยาวช่วงสงกรานต์ จะเข้ามาช่วยพยุงใช้จ่ายและเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน จากนั้นทางศูนย์พยากรณ์ก็จะทบทวนคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ใหม่ เดิมมองไว้โต 3.5% และมองว่าการฟื้นตัวครึ่งหลังปีนี้ อาจล่าช้ากว่าคาดการณ์” นายธนวรรธน์กล่าว

