หน้าแรก เศรษฐกิจ โค้ด คอมแบท ท...

โค้ด คอมแบท ทุ่ม 100 ล้าน ดึงแพลตฟอร์มเกม “Code Combat” จากสหรัฐ ลุยตลาดไทย-CLMV

9.03.23 | 16:18 น.

โค้ด คอมแบท ทุ่ม 100 ล้าน ดึงแพลตฟอร์มเกม ‘Code Combat’ จากสหรัฐ ลุยตลาดไทย-CLMVมั่นใจมีผู้ใช้ 100,000 คนใน 3 ปีแรก

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม นายเทพฤทธิ์ สีน้ำเงิน ประธานบริหาร บริษัท โค้ด คอมแบท (เอสอีเอ) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินการด้าน Coding Education แห่งแรกในประเทศไทย ที่มีจุดเริ่มจากการที่ทำงานเชิงลึกในแวดวงการศึกษามานานกว่า 18 ปี ประกอบกับความสนใจด้านเทคโนโลยีและการสอนให้ผู้คนใช้ความคิด-ตรรกะ มากว่าครึ่งชีวิต ได้กลายเป็นแรงจุดประกายให้ค้นหาสิ่งที่เป็นโซลูชั่นแห่งการศึกษาที่ตอบโจทย์ในการสร้างอาชีพแห่งอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม จนได้พบกับแพลตฟอร์มเว็บเบส “Code Combat” โค้ดดิ้งเกม ซึ่ง “Code Combat” เป็น Coding Edutainment เพื่อการเรียนรู้ ที่มีแนวคิด และภาษาการเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์ (Coding) ที่ได้รับการพัฒนาและรับรองจาก American Board for Certification of Teacher Excellence ในประเทศสหรัฐอเมริกา มานานกว่า 9 ปี

“เราเห็นมาตลอดว่า Coding เป็นที่ต้องการและมีตลาดที่ต้องการแรงงานชั้นสูงรองรับ ประกอบกับมีความพยายามผลักดันจากภาคการศึกษามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ปัญหาที่ทำให้ Coding ยังไม่ประสบผลสำเร็จได้เท่าที่ควรโดยเฉพาะในประเทศไทยนั้น เกิดจากการที่คนยังตีความว่าความรู้นี้เป็นทักษะที่มีความยาก และซับซ้อน ทำให้ต้องใช้เวลาศึกษานาน ต้องมีใบปริญญารับรอง แต่ในความเป็นจริงเด็กอายุ 6-7 ขวบก็สามารถเรียนการสร้าง Coding ได้ ถ้าเขาได้รับการสนับสนุนที่ดีพอ ความน่าสนใจของ Code Combat คือตัวเกมถูกสร้างด้วยพื้นฐานของเด็กทุกคนที่ชอบเล่นเกม หลักการของการเล่นนี้คือเราจะสั่งให้ตัวละครของเราขยับไปทางซ้ายหรือขวา ด้วยการเขียนคำสั่ง Move Left, Move Right และการใช้คำสั่งอื่นๆ แทนการใช้ปุ่มลูกศรบนคอนโทรลเพื่อบังคับตัวละคร แปลว่าผู้เล่นจะได้กำกับการเล่นเกมด้วยภาษาของคอมพิวเตอร์ไปในตัว” นายเทพฤทธิ์กล่าวเสริม

อีกจุดเด่นที่น่าสนใจของเกม Code Combat คือ สามารถเรียนรู้การเล่นเกมได้ด้วยตัวเอง หรือหากมีผู้สอน ผู้เล่นก็จะสามารถเข้าใจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเกม Code Combat นั้นมีการเรียนรู้ที่ครอบคลุมรวม 4 ภาษาคือ JavaScript, HTML, Python, C++ ซึ่งนับเป็นความโดดเด่นที่ช่วยให้ก้าวข้ามอุปสรรคด้านการเรียนรู้ Coding ทั้งในแง่ของค่าใช้จ่ายด้านการเรียนราคาสูง หรือขั้นตอนการเรียนรู้ด้วยตัวเองที่ทำได้ยาก รวมถึงระบบถูกออกแบบให้ใช้งานผ่านแพลตฟอร์มเว็บเบสเกมออนไลน์ ที่เข้าถึงง่ายด้วยอุปกรณ์ขั้นพื้นฐานเพียงแค่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ ทำให้รองรับผู้ใช้ได้ในปริมาณมาก โดยในระยะเวลา 9 ปีที่เปิดตัวมา ตัวเกมมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 20 ล้านคนทั่วโลก จุดนี้เองที่ทำให้มั่นใจว่าบริษัทมีศักยภาพมากเพียงพอในการรองรับและเป็นตัวกลางในการสร้างการเรียนรู้ด้านการเขียนโค้ดที่เข้าถึงง่าย และมีประสิทธิภาพแก่ประชากรเด็กจำนวน 74 ล้านคนทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA)

Advertisement

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมที่จะเปิดตลาดการเรียนรู้ให้กับเด็กทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้บประมาณกว่า 60 ล้านบาท เพื่อซื้อลิขสิทธิ์เกม Code Combat ใน 6 ประเทศ คือ ไทย กัมพูชา พม่า ลาว ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย พร้อมจ่ายค่าดำเนินการทำงานอีกกว่า 40 ล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งหากเราบรรลุเป้าหมายที่ต้องการส่งเสริมความรู้เรื่อง Coding ไปให้มากที่สุด ทั้งกับเด็กไทย 7-8 ล้านคนหรือเด็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 74 ล้านคน จำนวนเงินเหล่านี้ถือเป็นตัวเลขที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับการซื้อการศึกษาที่มีคุณภาพจริงๆ นอกจากนี้ เราต่างรู้ว่าปัจจุบันผู้ที่มีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์มักอยู่ในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และมีความสนใจที่จะมาสอนหรือประกอบอาชีพครูน้อยมาก ดังนั้นด้วยการออกแบบคู่มือการเรียนรู้ของเกม Code Combat ที่บอกวิธีการสอนอย่างละเอียด และเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ว่าจะเป็นสไลด์เนื้อหา หรือสคริปต์การสอน จะช่วยให้ครูทุกสาขาวิชาสามารถเป็นครูสอนการ Coding ที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถได้” นายเทพฤทธิ์กล่าว และพูดถึงเป้าหมายที่อยู่นอกเหนือจากเด็กอายุ 7-19 ปี นั่นคือการพัฒนาบุคลากรให้มี Multi Skills และเพิ่มจำนวนครู Coding ในประเทศ

ล่าสุดได้ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม หรือ บพค. ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในการนำแพลตฟอร์มไปใช้สอนกับนักเรียนนักศึกษาโดยตรง รวมไปถึงการจัดงาน “CODING ERA” Next Wave of Thailand’s Education ยุคโค้ดดิ้ง: คลื่นลูกใหม่แห่งการศึกษาไทย ที่จะจัดขึ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 17-18 มีนาคม 2566 นี้ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย