นางทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการก.ล.ต.มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์แผนงานการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนนวัตกรรมตลาดทุนและสร้างโอกาสให้ทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นแผนงาน 3 ปี(2560-2562) โดยแผนดังกล่าวจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและผลักดันให้ภาคธุรกิจใช้โอกาสจากเทคโนโลยีได้ ทั้งนี้ ก.ล.ต.ได้ปรับโครงสร้างองค์กรโดยเพิ่มฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน และฝ่ายจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลตลาดทุนเพื่อรองรับยุทธศาตร์ดังกล่าว มีผลตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2560
“ความท้าทายของตลาดทุนคือ การต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงรูปแบบของบริการทางการเงินและตลาดทุน เทคโนโลยีทำให้เกิดผู้ให้บริการทางการเงินใหม่ ๆ ที่นำนวัตกรรมเข้ามาช่วยคิดค้นสินค้าและบริการที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้หลากหลาย ดังนั้น ก.ล.ต. จึงมองว่าภาคธุรกิจจะต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดีขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง เพื่อไม่ให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้เล่นรายอื่น ๆ ทั้งในและนอกประเทศ ในขณะที่ ผู้ลงทุนจะมีทางเลือกเข้าถึงบริการทางการเงินและการลงทุนได้หลากหลายด้วยต้นทุนที่เหมาะสม”นางทิพยสุดากล่าว
อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต.กำหนดแผนงานขับเคลื่อนนวัตกรรมตลาดทุน 5 ด้าน ได้แก่ 1.ทำข้อมูลตลาดทุนให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมใช้ พร้อมส่งต่อ นำไปต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว เช่น หนังสือชี้ชวนที่เครื่องอ่านได้ 2.เปิดพื้นที่ให้มีที่ทดลองเทคโนโลยีใหม่ เช่น โครงการ Fintech Challenge Program และ สนามทดลอง ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการด้านฟินเทคประมาณ 20 รายสนใจเข้ามาทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาการลงทุนและจัดการลงทุนส่วนบุคคล บางรายจะต้องเข้ามาทำธุรกิจในสนามทดลองในระยะเวลา 12-18 เดือนก่อนออกมาทำธุรกิจจริง ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ของก.ล.ต.ที่จะปรับปรุงให้เอื้อกับธุรกิจรูปแบบใหม่ คาดว่าภายในไตรมาส 2/2560 ก.ล.ต.จะออกใบอนุญาตให้ฟินเทคด้านที่ต้องการทำธุรกิจดังกล่าวในสนามทดลองได้
นางทิพยสุดากล่าวอีกว่า สำหรับฟินเทคในธุรกิจกองทุนนั้น ก.ล.ต.จะเสนอกระทรวงการคลังให้ออกใบอนุญาตหลักทรัพย์แบบง่ายซึ่งคาดว่าจะมีขั้นตอนการทำงานจนแล้วเสร็จไม่ต่ำกว่า 6 เดือน 3.ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ เช่น ลูกค้าไม่ต้องทำความรู้จักกับลูกค้า (เควายซี) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าซ้ำอีก หากเคยทำไว้กับบริษัทหลักทรัพย์เดิมแล้ว 4.ใช้เทคโนโลยีช่วยในการกำกับดูแล ประกอบด้วยการสร้างฐานข้อมูลเพื่อการตรวจสอบ และระบบงานดิจิตอล 5.รับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ ด้วยมาตรฐานตลาดทุน และการซ้อมแผนฉุกเฉินในวงกว้าง

