อานิสงส์ 100 ล้านครัวเรือนชาวจีนมีสัตว์เลี้ยง พณ.แนะโอกาสทองเพิ่มส่งออก
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อํานวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค.ได้ศึกษาสถานการณ์การค้าสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงในจีน พบว่า ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในจีนมีการเติบโตสูง เนื่องจากชาวจีนนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมากขึ้น และยังมีค่าใช้จ่ายด้านสัตว์เลี้ยงต่อครัวเรือนค่อนข้างสูง โดยปี 2564 จีนนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับสุนัขหรือแมว มูลค่ารวม 580.77 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศที่เป็นแหล่งนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่สำคัญของจีน อันดับแรก แคนาดา สัดส่วน 47.3% ของมูลค่าการนำเข้า รองลงมา คือ สหรัฐ 19.7% นิวซีแลนด์ 13% ไทย 11.1 % ตลาดจีนจึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง สอดคล้องกับนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ผลักดันและส่งเสริมให้ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงอันดับ 1 ของโลก

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์การส่งออกสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากสหรัฐฯ ไปจีน ของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) แสดงให้เห็นว่า ปี 2565 แคนาดา ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่ที่สุดของจีน ประสบปัญหาไข้หวัดนกระบาด ทำให้จีนห้ามนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีส่วนผสมของสัตว์ปีกจากแคนาดา ส่งผลให้บริษัทอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่ระดับโลก (อาทิ บริษัท Acana) ย้ายฐานการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีส่วนผสมของสัตว์ปีกจากแคนาดาไปประเทศอื่น ๆ รวมทั้งย้ายฐานการผลิตไปยังสหรัฐ นอกจากนี้ เมื่อปี 2563 สหรัฐ และจีน ได้ลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างกัน (U.S.-China Phase One Economic and Trade Agreement) โดยจีนผ่อนคลายข้อจำกัดการนำเข้า อาทิ ยกเลิกการทดสอบส่วนผสม (Ingredient Testing) และอนุญาตให้นำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงจากสหรัฐ ที่มีส่วนผสมของสัตว์ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่ 3 หากส่วนผสมได้นำเข้ามาในสหรัฐ อย่างถูกกฎหมาย ทำให้สหรัฐ ได้ประโยชน์จากข้อตกลง

จีนถือเป็นประเทศที่มีข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับการนำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยง ผู้ส่งออกทุกรายต้องได้รับการประเมินและขึ้นทะเบียนผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง โรงงานผลิตอาหารสัตว์ต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานศุลกากรของจีน (China’s General Administration of Customs: GACC) และผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทของจีน (Ministry of Agriculture and Rural Affairs: MARA) ทั้งนี้ ไทยมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับ GACC จำนวน 33 โรงงาน เป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐ ที่มีจำนวน 88 โรงงาน ตามข้อมูลล่าสุด เดือนตุลาคม 2565 และไทยมีจำนวนผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรฯ ของจีน เป็นอันดับ 4 รองจากสหรัฐฯ แคนาดา และนิวซีแลนด์ โดยสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับสุนัขหรือแมวจากที่นำเข้าจากต่างประเทศที่ขึ้นทะเบียนใหม่และต่ออายุกับกระทรวงเกษตรฯ ของจีน ในปี 2565 มีจำนวน 435 รายการ และเป็นสินค้าไทย 52 รายการ คิดเป็น 12%
นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า แนวโน้มสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงในจีนมีการเติบโตอย่างมาก คาดว่าภายในปี 2565 จะมีจำนวนครัวเรือนที่เลี้ยงสัตว์เกิน 100 ล้านครัวเรือน โดยสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงนำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้ากลุ่มพรีเมียม ปัจจุบันชาวจีนมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้มีกำลังซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น รวมกับการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุชาวจีนและค่านิยมการมีลูกคนเดียว ทำให้ชาวจีนนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ภายใต้สถานการณ์ล็อกดาวน์ช่วงโควิด-19 อยู่ที่ 2,041 หยวนต่อปี (ประมาณ 10,000 บาทต่อปี) ทั้งนี้ อี คอมเมิร์ซเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มูลค่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในจีนเติบโตอย่างมาก โดย USDA ได้อ้างถึงรายงานตลาดอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของจีน (China Pet Industry White Paper) ปี ค.ศ.2022 ระบุว่า เจ้าของสัตว์เลี้ยงชาวจีนส่วนใหญ่ 71% นิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยสินค้าที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเป็น 1 ใน 4 สินค้าที่ชาวจีนนิยมซื้อในเทศกาลช้อปปิ้งออนไลน์ โดยเฉพาะเทศกาลวันคนโสด หรือ Double 11 (11.11) ที่มียอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงสูงถึง 1.909 พันล้านหยวน ประมาณ 273 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า จีนเป็นตลาดสำหรับสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่ไทยสามารถผลักดันการส่งออกเพิ่มขึ้น อาทิ ทำการตลาดและจำหน่ายสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ซึ่งเป็นที่นิยมของจีน เจาะกลุ่มตลาดพรีเมียมด้วยคุณภาพของสินค้า โดยการวิจัยและพัฒนาด้านคุณค่าโภชนาการของอาหารสัตว์เลี้ยง ศึกษารสนิยม/พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงศึกษาผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงของคู่แข่ง ทั้งจากผู้ผลิตจีน และผู้ส่งออกที่เป็นคู่แข่งในตลาดจีนอย่างแคนาดา สหรัฐ และนิวซีแลนด์ อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความปลอดภัยของวัตถุดิบและสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อให้ผู้ซื้อมีความเชื่อมั่นในสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงที่ผลิตจากประเทศไทย
ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับสุนัขหรือแมว อันดับที่ 3 ของโลก รองจากเยอรมนี และสหรัฐฯ ในปี 2565 ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นมูลค่า 2,460.73 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 85,211.16 ล้านบาท ขยายตัว 18.6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ตลาดส่งออกสำคัญ คือ สหรัฐ สัดส่วน 32.8% ของมูลค่าการส่งออก ญี่ปุ่น 12.8 % อิตาลี 6.8 % สำหรับจีน เป็นตลาดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง อันดับที่ 10 มีมูลค่าการส่งออก 65.77 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 2,298.09 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 14.4 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

