ไวตามิ้ลค์ อัด 100 ล้าน เขย่านมถั่วเหลือง ออกสูตรใหม่น้ำตาลน้อยลง 50% ดึง ‘มาริโอ้’ เป็นพรีเซ็นเตอร์
ตลาดนมถั่วเหลืองกลับมาคักคักอีกครั้งในรอบ 3 ปี หลังวิกฤตโควิด-19 คลี่คลาย คนเริ่มออกจากบ้านทำกิจกรรม ทำให้ผู้ผลิตนมถั่วเหลืองเริ่มอัดฉีดเม็ดเงิน ออกสินค้าตัวใหม่ ทุ่มจ้างพรีเซ็นเตอร์ เพื่อช่วงชิงกำลังซื้อ
ล่าสุด ไวตามิ้ลค์ เจ้าตลาดเริ่มขยับในรอบ 3 ปี โดย”อนันต์ ธีรวิชญกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท กรีนสปอต จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด 3 ปี ทำให้หลายคนได้หยุดทำกิจกรรม ในปีนี้ตลาดนมถั่วเหลืองเริ่มกลับมาคึกคัก หลังลูกค้ากลับมาทำกิจกรรมนอกบ้านได้ตามปกติ โดยปีนี้ไวตามิ้ลค์ใช้งบการตลาดเพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อน หรือคิดเป็นหลัก 100 ล้านบาท
โดยเป็นการกลับมาพร้อมกับแคมเปญใหม่ BEST START เริ่มต้นสิ่งดีดี เติมโปรตีนจากไวตามิ้ลค์ ในทุกวัน ให้ชีวิตกลับมาสดชื่นสดใสอีกครั้ง พร้อมเปิดตัว “ไวตามิ้ลค์ไลท์ น้ำตาลน้อยลง 50%” นำนมถั่วเหลืองรสออริจินัล ซึ่งทำยอดขายคิดเป็น 70% ของพอร์ต เพื่อรับกับเทรนด์ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ต้องการลด หรือจำกัดน้ำตาล ส่วนมากเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ จากเดิมลูกค้าหลักเป็นกลุ่มอายุเฉลี่ย 30-35 ปีขึ้นไป โดยวางขายเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคา 17 บาทต่อขวด

“เรายังนำ มาริโอ้ เมาเร่อ กลับมาเป็นพรีเซนเตอร์ไวตามิ้ลค์อีกครั้ง ในแคมเปญนี้สูตรลดน้ำตาล50% เพื่อขยายฐานลูกค้าเจน Z มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ซึ่งตัวตนของมาริโอ้ตรงกับ คาแรคเตอร์ของไวตามิ้ลค์พอดี ด้วยบุคลิกภาพนิสัยส่วนตัวที่อัธยาศัยดี สนุกสนาน รักสุขภาพ รักการออกกำลังกาย และเขามีการเติบโตในวงการอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งผลงานด้านการแสดงก็ได้รับการยอมรับทั้งในไทยและต่างประเทศ เรามองว่าด้วยองค์ประกอบความแข็งแรงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และฝีมือการแสดง มาริโอ้ เหมาะสมที่สุด”นายอนันต์กล่าว
พร้อมฉายภาพสเต็ปต่อไปว่า บริษัทยังเป็นผู้สนับสนุนให้กับการแข่งขันกีฬาประเภทอีสปอร์ตอีกด้วย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ที่ต่อไปไวตามิ้ลค์ จะเข้าไปเจาะมากขึ้น จากเดิมกลุ่มเป้าหมายหลักของไวตามิ้ลค์ยังเป็นเจนXและเจนY เมื่อโควิดและสถานการณ์ทุกอย่างผ่อนคลาย ถึงเวลาจะปลุกกระแสการออกมาเริ่มต้นทำสิ่งดีดีด้วยกันในปีนี้

โดยตั้งเป้าว่าไวตามิ้ลค์ไลท์ น้ำตาลน้อยลง 50% หลังวางตลาดแล้ว จะสร้างยอดขาย 10-15% และด้วยเทรนด์แพลนต์เบสกำลัามาแรง ในอนาคตบริษัทอาจจะทำนมแพลนต์เบสป้อนสู่ตลาดก็ได้ เนื่องจากตลาดยังมีช่องว่างและดีมานด์
สำรหรับทิศทางราคาสินค้าในปีนี้ “อนันต์” กล่าวย้ำว่า ถึงแม้จะได้รับผลกระทบด้านการผลิตจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงค่าไฟ ค่าน้ำ และค่าต่างๆ ปัจจุบันบริษัทยังไม่มีแผนจะปรับราคาขึ้น หลังเมื่อปี 2565 ได้ปรับราคา 2 บาท โดยแบบขวดจากเดิม 15 บาท เป็น 17 บาทต่อขวด และแบบกล่องจาก 10 บาท เป็น 12 บาทต่อกล่อง นับเป็นการปรับราคาในรอบ 4 ปี


