หน้าแรก เศรษฐกิจ ปลดแอกลูกค้าเ...

ปลดแอกลูกค้าเช่าซื้อ-ลีสซิ่ง ธปท.คุมเข้มเหมือนแบงก์

13.03.23 | 06:00 น.

ปลดแอกลูกค้าเช่าซื้อ-ลีสซิ่ง ธปท.คุมเข้มเหมือนแบงก์

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา วาระหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของสาธารณะ โดยเฉพาะคนที่ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และบริษัทที่ทำธุรกิจลีสซิ่ง เมื่อ ครม.มีมติผ่านความเห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.ฎ.กำหนดให้การประกอบธุรกิจทางการเงินบางประเภทอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 เพื่อให้มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลธุรกิจเช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมกันหารือเพื่อกำหนดแนวทางให้เกิดความเท่าเทียมในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจต่อไป

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงเหตุผลการร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับนี้จะเป็นการยกระดับธุรกิจเช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ให้มีมาตรฐาน และเป็นการรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจทางการเงิน มุ่งเน้นจัดการหนี้ครัวเรือนของประเทศ ไม่ให้ผู้บริโภคก่อหนี้สินจนเกินตัวโดยไม่จำเป็น และเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้บริการมากยิ่งขึ้น

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า แนวคิดจัดทำร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ กระทรวงการคลังเป็นผู้นำเสนอต่อ ครม.ก็จริง แต่ผู้กำกับดูแลคือธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยเหตุผลว่าธุรกิจดังกล่าวมีการให้บริการกับประชาชนทั่วไปในวงกว้าง มีอัตราการขยายตัวสูง จากสถิติในปี 2560-2564 เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.6 ต่อปี ณ สิ้นปี 2564 มียอดหนี้คงค้าง รวม 1.8 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 12.4 ของหนี้ครัวเรือนทั้งประเทศ

เมื่อกระทรวงการคลังและ ธปท.ได้หารือกันจนตกผลึกแล้ว ธปท.จึงได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องต่อร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับนี้แบบกลุ่มย่อย เริ่มเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ขอรับฟังความเห็นจากสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทยและสมาคมลีสซิ่งไทย วันที่ 8 กรกฎาคม 2565 รับฟังความเห็นจากสภาองค์กรของผู้บริโภค วันที่ 30 สิงหาคม 2565 เปิดรับฟังความเห็นสมาคมลีสซิ่งไทย และปิดท้ายรับฟังความเห็นจากสาธารณชนช่วงวันที่ 15-31 สิงหาคม 2565 เนื่องจากมีเวลา 180 วันหลังร่าง พ.ร.ฎ.ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ก่อนจะมีผลบังคับใช้ ระหว่างนี้จึงเปิดรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อนจะทำร่างประกาศ ธปท.กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจการเช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์

Advertisement

ผลจากการรับฟังความเห็นมีหลายประเด็นที่ผู้ประกอบการยังมีความกังวล ได้แก่ แนวทางการกำกับดูแลผู้ประกอบการธุรกิจที่มีขนาดแตกต่างกัน ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าการกำกับดูแลไม่ควรเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการธุรกิจเกินความจำเป็น โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีความพร้อมในการปรับตัวมากนัก โดยมีข้อเสนอให้ ธปท.กำกับดูแลตามขนาดของธุรกิจและความมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ

รวมถึงขอความชัดเจนในเรื่องต่างๆ ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจประเภทสหกรณ์และบุคคลธรรมดา นิยามประเภทของผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 5(1) สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ รวมถึงบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของสถาบันการเงิน มาตรา 5(2) ผู้ประกอบธุรกิจที่มีหน่วยงานและกฎหมายกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ รวมถึงประกอบธุรกิจที่ปฏิบัติตามเกณฑ์ของ สคบ.รวมด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ ยังเสนอให้กำหนดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้ออย่างเหมาะสม คิดอัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (effective rate) ตามอายุของหลักทรัพย์ หรือปีจดทะเบียนของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมถึงเสนอให้มีการควบคุมวงเงินสินเชื่อ เพราะปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจบางรายให้วงเงินสินเชื่อสูงเกินกว่าราคาจริง ส่งผลให้ผู้บริโภคผ่อนชำระไม่ไหว ก่อให้เกิดหนี้เสียในระบบได้

แหล่งข่าวจาก ธปท.กล่าวว่า หลังได้ข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ในประเด็นที่ยังมีความกังวลของความชัดเจน รวมถึงข้อเสนอดังกล่าว ธปท.รับจะนำไปพิจารณาปรับแก้ไขถ้อยคำในร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นไป รวมถึงจะใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยจะเปิดรับความคิดเห็นอีกครั้งต่อร่างประกาศของ ธปท.

ทั้งนี้ จากการสอบถามบริษัทที่ทำธุรกิจสินเชื่อลีสซิ่ง เช่น บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ต่างยังสงวนท่าที โดยให้ความเห็นตรงกันว่ายังเป็นเพียงร่าง พ.ร.ฎ. ยังไม่มีรายละเอียดของการบังคับใช้ อีกทั้ง ธปท.เปิดรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อจัดทำประกาศของ ธปท.ในการกำหนดหลักเกณฑ์ จึงขอดูรายละเอียดของประกาศดังกล่าวก่อน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาธุรกิจลีสซิ่งพร้อมปฏิบัติตามเกณฑ์ของทางการอยู่แล้ว และบางกรณีได้ดำเนินการก่อนที่ทางการจะออกกฎเกณฑ์ เช่น กรณีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2565 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ โดยรถยนต์ใหม่กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อไม่เกิน 10% ต่อปี ส่วนรถยนต์ใช้แล้ว กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อไม่เกิน 15% ต่อปี และรถจักรยานยนต์ ทั้งรถจักรยานยนต์ใหม่และรถจักรยานยนต์ใช้แล้ว กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อไม่เกิน 23% ต่อปี ขณะที่การคิดอัตราดอกเบี้ยจะเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงรายปี (Effective Interest Rate) เป็นต้น ธุรกิจลีสซิ่งบางรายได้ปรับลดเพดานดอกเบี้ยสูงสุดน้อยกว่าที่ทางการกำหนดด้วยซ้ำ

แม้ว่ายังเป็นเพียงร่าง พ.ร.ฎ. ยังมีระยะเวลาอีกพักใหญ่ก่อนมีผลบังคับใช้ วัตถุประสงค์เพื่อลดจำนวนหนี้ครัวเรือนลง และให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงเกินไป

แต่กับกลุ่มธุรกิจลีสซิ่งต่างยอมรับว่าย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจแน่นอน ที่เห็นชัดเจนแล้วคือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาโดยตลอดตั้งแต่ ธปท.เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ เมื่อสิ้นเดือนสิงหาคม 2565 เป็นต้นมา บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ เคยทำบทวิเคราะห์ว่าร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับนี้เปิดทางให้ ธปท.เข้าควบคุมธุรกิจลีสซิ่งเพื่อให้เป็นธรรมกับลูกค้า ทั้งการเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์ เช่น อัตราดอกเบี้ย และค่าบริการต่างๆ รวมทั้งจัดทำรายงานให้ ธปท. เบื้องต้นจึงคาดว่าจะกระทบกับผู้ประกอบการเช่าซื้อรายย่อยเป็นหลัก ส่วนผู้ประกอบการที่จดทะเบียน ตลท.จะกระทบเล็กน้อย เพราะผู้ประกอบการเหล่านี้ได้จัดทำและดำเนินงานภายใต้ร่าง พ.ร.ฎ.อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ประเมินเบื้องต้นว่าการควบคุมอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ 15% และรถจักรยานยนต์ไม่ต่ำกว่า 26% จะกระทบต่อผู้ประกอบการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์เป็นหลัก ได้แก่ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน), บริษัท เน็คซ์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน), บริษัท เอส 11 กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จากการคิดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไม่ต่ำกว่า 30% รวมถึงบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) จากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าประมาณ 24%