‘จิตตะ เวลธ์’ มองวิกฤตแบงก์สหรัฐปิดกระทบจำกัด หลังมีมาตรการอุ้มออกเร็ว
นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด (บลจ.) เปิดเผยว่า วิกฤตสถาบันการเงินสหรัฐ ในกรณีการปิดธนาคาร Silvergate Capital และธนาคาร Silicon Valley (SVB) ประสบปัญหาสภาพคล่องหนัก ย่อมสร้างผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ เพราะภาคธนาคารมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจ ทำให้สหรัฐจึงต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยได้ออกมาตรการช่วยเหลือทันทีในคืนวันอาทิตย์ (12 มีนาคม) ของสหรัฐหรือช่วงเช้าของประเทศไทย ทำให้โอกาสการลุกลามของปัญหานี้อยู่ในวงจำกัด
นายตราวุทธิ์กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้แตกต่างจากกรณีการล้มของ Lehman Brothers ในปี 2551 และมาตรการที่ออกมาอย่างรวดเร็ว อาทิ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาตรการช่วยเหลือจัดตั้งกองทุนเพื่อดูแลสภาพคล่องของธนาคาร โดยกองทุนสามารถช่วยเหลือธนาคารที่มีปัญหาดังกล่าวในอนาคตได้ กองทุนพิเศษนี้จะช่วยให้ลูกค้าธนาคารได้รับเงินฝากคืนทั้งหมด ควบคุมผลกระทบในวงจำกัด ทำให้บริษัทที่ฝากเงินกับธนาคารเหล่านี้สามารถถอนเงินนำไปใช้ในการดำเนินกิจการปกติได้ ถือเป็นการเข้ามาเสริมความเชื่อมั่นของลูกค้าว่า หากเกิดเหตุการณ์แบงก์ขาดสภาพคล่องไม่สามารถจ่ายคืนเงินฝากได้ กองทุนจะเข้ามาช่วยเหลือเพื่ออัดฉีดสภาพคล่อง เพื่อให้แบงก์ยังคงดำเนินการถอนคืนเงินฝากได้ตามปกติ ลดโอกาสเกิดปัญหาการแห่ถอนเงินเพราะกังวลธนาคารล้มละลาย (Bank Run) ได้
“แต่นอกจากธุรกรรมเงินฝากแล้ว บริษัทที่มีธุรกรรมกับธนาคารในด้านอื่นๆ อาจได้รับผลกระทบในระยะสั้น ซึ่งปัจจุบันทางการสหรัฐกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อขายสินทรัพย์ของธนาคาร และเปิดโอกาสในการเข้าซื้อธนาคารจากทุนต่างชาติ เมื่อการดำเนินการของทางการสหรัฐเสร็จสิ้น ธุรกรรมด้านอื่นๆ จะกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ” นายตราวุทธิ์กล่าว
นายตราวุทธิ์กล่าวว่า ในส่วนของ บลจ.จิตตะ เวลธ์ ยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบกับพอร์ตการลงทุน Jitta Wealth อยู่บ้าง อาทิ ธีมตลาดหุ้นสหรัฐ ที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร แต่มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการกระจายการลงทุนกว่า 700 บริษัท ส่วนนโยบายการลงทุนอื่นๆ อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะบริษัทเทคที่มีเงินฝากและธุรกรรมทางการเงินกับธนาคารที่มีปัญหา แต่ด้วยมาตรการช่วยเหลือจากทางการสหรัฐ เรามองว่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
นายตราวุทธิ์กล่าวว่า ในตลาดการเงิน นักลงทุนมีโอกาสเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตได้ทุกเมื่อ เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงในการลงทุนในตลาดทุนและตลาดเงิน แต่สิ่งสำคัญคือการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ ลงทุนบริษัทที่มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีระเบียบทางด้านการเงินและมีความสามารถทางการแข่งขัน เพราะบริษัทเหล่านี้จะสามารถยืนหยัดอยู่ได้แม้เจอสถานการณ์ที่ผันผวน นอกจากนี้ การกระจายความเสี่ยงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การลงทุนที่สำคัญ ช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ วิกฤต SVB เกิดจากลูกค้าแห่ถอนเงินหลังจากธนาคารมีแนวโน้มเกิดปัญหาด้านสภาพคล่อง ซึ่งเกิดมาจากการขาดทุนจากตราสารหนี้ที่ถือครอง รวมไปถึงการประกาศเพิ่มทุนเพื่อเสริมสภาพคล่อง ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลเป็นอย่างมาก ส่วน Silvergate เป็นธนาคารที่มีธุรกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นจำนวนมาก การล้มของตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยน FTX และปัญหาเกี่ยวกับเหรียญต่างๆ ในโลกคริปโทเคอร์เรนซี ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ โดยไตรมาสล่าสุด Silvergate ต้องขายสินทรัพย์ลงทุนในราคาต่ำกว่าทุน ส่งผลให้ธนาคารบันทึกขาดทุนจากการขายสินทรัพย์สูงถึง 886 ล้านเหรียญสหรัฐ และบันทึกขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 937 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ Silvergate ต้องประกาศยุติการดำเนินกิจการและขายสินทรัพย์เพื่อใช้หนี้ทั้งหมด
“สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นร่วงหนัก โดยเฉพาะ Nasdaq ปรับร่วงกว่า 4.71% แต่เช้าวันที่ 13 มีนาคม ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสหรัฐปรับขึ้นถ้วนหน้า หลังจากทางการสหรัฐมีมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับลดลง ซึ่งต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งของปัญหานี้มาจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่รวดเร็วของเฟดด้วย ทำให้เฟดอาจต้องทบทวนการปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งต่อไปว่า จะส่งผลกระทบต่อภาคส่วนใดบ้าง ซึ่งปัจจุบันตลาดได้คาดการณ์ว่า เฟดอาจปรับลดความร้อนแรงในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต ส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุน” นายตราวุทธิ์กล่าว

