‘อสังหา’ ขนพันโครงการ กระหึ่ม ‘มหกรรมบ้าน-คอนโด’ หั่นราคา ผ่อน 0% นาน 3 ปี

13.03.23 | 17:46 น.

‘อสังหา’ ขนพันโครงการ กระหึ่ม ‘มหกรรมบ้าน-คอนโด’ หั่นราคา ผ่อน 0% นาน 3 ปี

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม นพ.วิเชียร แพทยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดการงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 43 เปิดเผยว่า ในวันที่ 23-26 มีนาคมนี้ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมบ้านจัดสรรและสมาคมอาคารชุดไทย จะจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงานมีผู้ประกอบการกว่า 200 บริษัท นำกว่า 1,000 โครงการ ทุกราคาและทุกทำเลมาออกบูธ พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษก่อนจะปรับราคาขึ้น 10% ในปีนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1 แสนคน และยอดขายในงานและหลังงานประมาณ 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจากปีก่อนที่มียอดขายประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท

“ปีนี้เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและโควิดคลี่คลาย ทำให้ผู้ประกอบการมีความตื่นตัวในการพัฒนาโครงการใหม่และทำการตลาดมากขึ้น ดูจากยอดจองบูธที่ตอนนี้จองเต็มแล้ว 318 บูธ มีทั้งรายเก่าและไม่ได้ออกบูธปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นโครงการใหม่และเป็นคอนโด จากปีที่แล้วเป็นแนวราบและเป็นสินค้าสต๊อกเก่า ขณะที่แบงก์ต่างๆ ที่ร่วมงานในปีนี้จะยังมีโปรโมชั่นดอกเบี้ย 0% นาน 1-3 ปี รวมถึงอัตราดอกเบี้ยพิเศษให้กับลูกค้าเพื่อลดความกังวลของผู้บริโภคต่อภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น รวมถึงเงินเฟ้อ และภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น” นพ.วิเชียรกล่าว

นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ข้อกังวลของผู้ประกอบการอสังหาฯยังเป็นเรื่องภาวะหนี้ครัวเรือนยังคงสูง ทำให้แบงก์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อใหักับลูกค้า รวมถึงแรงงานก่อสร้างยังขาดแคลน อยากให้รัฐบาลใหม่มีการทบทวนและพิจารณาเรื่องการนำเข้าแรงงานต่างด้าวใหม่ ซึ่งอสังหาฯถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีเงินหมุนในระบบถึง 6 รอบ

Advertisement

“ข้อกังวลของผู้ซื้อ ในระดับต่ำกว่า 3 ล้าน จะเข้าถึงสินเชื่อยาก แต่ยังมีโครงการบ้านล้านหลังของ ธอส. ออกมา น่าจะเป็นประโยชน์ ส่วนกลุ่ม 5 ล้านขึ้นไป เป็นกลุ่มมีกำลังซื้อจะดูคุณภาพบ้าน ซึ่งงานมหกรรมบ้านและคอนโดจะจัดขึ้นเร็วๆ นี้ จะเป็นโอกาสทองของคนอยากมีบ้าน เพราะจะได้ของดีและราคาไม่แพง” นายมีศักดิ์กล่าว

นายวสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ความกังวลของผู้บริโภคในปัจจุบันจะแตกต่างกันไป กลุ่มต่ำกว่า 3 ล้านบาท หนีไม่พ้นการเข้าถึงสินเชื่อยาก เพราะถูกรีเจ็กเรตมากสุด เนื่องจากมีรายได้ไม่แน่นอน ส่วนกลุ่ม 3-5 ล้าน กังวลภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น อัตราดอกเบี้ย กลุ่ม 5 ล้านขึ้นไปเรื่องเงินไม่เป็นปัญหา จะเน้นคุณภาพการก่อสร้าง ขณะที่ผู้ประกอบการจะกังวลว่าสินค้าจะไม่ถูกใจลูกค้า และเรื่องระเบียบต่างๆ ของภาครัฐที่ออกมา เช่น ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครจะทบทวนใหม่ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะมีมาตรการที่ส่งเสริมทั้งผู้ประกอบการและผู้ซื้ออสังหาฯ

“งานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งนี้ จะคึกคักขึ้น จาก 3 เหตุผล คือ ความกังวลโควิดหายไป ความมั่นใจจากนักท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก ทำให้คนกล้ากู้เงินซื้อบ้านซึ่งเป็นหนีระยะยาว และจากดีมานด์ที่อั้นมาจากปีที่แล้วจะไหลกลับเข้ามาในตลาด” นายวสันต์กล่าว

นายพีระพงศ์ จรูญเอก นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า งานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งนี้จะเป็นโอกาสของคนที่ต้องการซื้อบ้าน เพราะดีเวลลอปเปอร์จะลดราคาก่อนจะปรับราคา เพื่อดึงกำลังซื้อและดีมานด์ที่ทยอยฟื้นตัว เพราะผู้ประกอบการต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจเหมือนกันหลังเหนื่อยจากโควิดมา 2-3 ปี

“ตุลาคมนี้จะมีจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโดอีกครั้ง จะไม่มีการลดราคาแล้ว และจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้นในปีหน้าบ้านแพงขึ้นแน่นอน เพราะผู้ประกอบการจะยอมลดราคาแล้ว จะปล่อยไปตามจังหวะของเศรษฐกิจ โดยมองว่าบรรยากาศของงานในปีนี้ น่าจะคึกคักมากขึ้น หลังโควิดคลี่คลาย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่มาออกบูธถึง 50% ซึ่งออริจิ้นจะมีกว่า 10 โครงการใหม่เปิดตัวในงาน” นายพีระพงศ์กล่าว

นายพีระพงศ์กล่าวว่า ทั้งนี้ ทางผู้ประกอบการยังมีความกังวลเรื่องแรงงานที่หายากทำให้ส่งมอบบ้านและคอนโดมิเนียมไม่ทัน เนื่องจากในปีนี้มีการเปิดตัวโครงการใหม่กันมาก ต้องปรับตัว เช่น ใช้วัสดุสำเร็จรูปมากขึ้น รวมถึงยังคงกังวลเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังขาขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการก่อสร้าง

“ปีนี้คอนโดจะเป็นตัวเร่งสำคัญและเครื่องยนต์หลักเพราะโตจากฐานต่ำในปีก่อนหน้านี้ ส่วนบ้านจัดสรรปีนี้จะประคองตัวจากโควิดดีมาตลอด ซึ่งกลุ่มระดับต่ำ 3 ล้าน จะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังธุรกิจบริการเริ่มฟื้นตัว เช่น พนักงานโรงแรม สายการบิน กลุ่ม 3-5 ล้าน จะบอบช้ำที่ไม่ได้บ้าน กลุ่ม 5-10 ล้านขึ้นไปโตขึ้นมาก ส่วนบ้านหรู 10 ล้านขึ้นไปน่าจะทรงตัว ในแง่มูลค่า เพราะมีหลายบริษัทเริ่มทำตลาดบ้าน 50-100 ล้านบาท ทำให้มูลค่ารวมยังไปได้” นายพีระพงศ์กล่าว