หน้าแรก เศรษฐกิจ นานาความเห็น ...

นานาความเห็น นักธุรกิจ-นักวิเคราะห์ วิตกผลกระทบ 2 แบงก์มะกันล้ม

13.03.23 | 22:56 น.

นานาความเห็น นักธุรกิจ-นักวิเคราะห์ วิตกผลกระทบ 2 แบงก์มะกันล้ม

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีการปิดกิจการซิกเนเจอร์แบงก์ -ซิลิกอน วัลเลย์ แบงก์ จะมีผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ในแต่ละมิติอย่างไร นั้นว่า จริงๆ ในระยะสั้น ถือว่ากระทบต่อความเชื่อมั่น ในระบบธนาคารในระดับหนึ่ง แต่เท่าที่ได้ติดตามขณะนี้ ทางการของสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาควบคุมดูแลคุ้มครองเงินฝากของธนาคารทั้งสาขาในสหรัฐและสาขาทั่วโลกแล้ว แม้ว่าจะมีปัญหาขาดสภาพคล่องถึง 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 1 ถือว่าสัดส่วนเมื่อเทียบกับเม็ดเงินในระบบการเงินของสหรัฐที่มีอยู่ 26 ล้านล้านเหรียญสหรัฐผลกระทบไม่มากนัก และการที่แบงก์เกิดปัญหาสภาพคล่องทางการสหรัฐเข้ามาควบคุมทันที ทำให้ความเสียหายไม่เกิดวงกว้างและคุ้มครองดูแลผู้ฝากเงินทั้งระบบอย่างเต็มที จึงเชื่อว่าอาจจะไม่กระทบเหมือนวิกฤต Subprime และไม่น่าเกิดเป็น Domino

ดังนั้น หากคาดการณ์ในระยะนี้ หอการค้าฯ จึงมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED อาจจะมีการ”ชะลอ”การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงและรวดเร็วต่อเนื่องอย่างที่มีการคาดการณ์ไว้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพรวมความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจในขณะนี้ รวมถึงปัจจุบันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งขาขึ้นแต่ก็ไม่ได้ผันผวนมากจนเกินไป จึงคงต้องติดตามว่าทางสหรัฐจะดูแลเรื่องต่างๆไปในทิศทางใดต่อไป

นายสนั่น กล่าวว่า ส่วนความกังวลในส่วนของประเทศไทย เชื่อมั่นว่า กระทรวงการคลัง และ ธปท. ได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยก็ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ Silicon Valley Bank (SVB) ล้มละลาย เพราะไม่มีธุรกรรมโดยตรง และไทยที่มีธุรกรรมโดยตรงกับ SVB และปริมาณธุรกรรมในกลุ่ม Fintech และ Startup ทั่วโลกมีน้อยกว่า 1% ของเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้อาจจะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลก และตอนนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศยังเปราะบาง และมีความไม่แน่นอน”นายสนั่น กล่าว

Advertisement

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์ เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า มองว่า กระทบมีสองด้าน ด้านแรกคือตลาดปิดรับความเสี่ยง เกิดแรงขายสินทรัพย์เสี่ยง เงินบาทอ่อนค่า ส่วนอีกด้านคือมุมมองการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐที่ลดลง ดอลลาร์อ่อน ทองขึ้น และบาทแข็ง ระยะแรกจะเห็นบาทแข็งก่อน แต่ถ้าตลาดปิดรับความเสี่ยงต่อเนื่องบาทจะอ่อนกลับ แต่อาจมีกองทุนบางกองที่ลงทุนในบริษัทเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนส่วนมากไม่ถึง 5% ผลกระทบน่าจะอยู่ในวงจำกัด

นอกจากนี้ มองความเสี่ยงสามเรื่อง แบ่งเป็น 3 แบบ 1 . Ripple Effect บริษัทที่เป็น low quality tech อาจขาดเงินสด เป็นผลจากที่เข้าถึงเงินฝากไม่ได้ บางบริษัทใช้ SVB เป็น main bank ก็อาจล้มตาม 2 .Spillover Effect ด้วยความที่ธนาคารมีกู้ระหว่างกัน ธนาคารในสหรัฐก็ต้องรับความเสี่ยงสภาพคล่องตามไปด้วย อยู่ที่ใครทำธุรกิจด้วยขนาดไหน และ 3. Contagion Effect จาก Bank run ทำให้คนแห่ไปถอนที่อื่นๆ หรือไม่ปล่อยกู้ Sector อื่นด้วย ประเด็นนี้จะกระทบกลุ่มการเงินที่ specific มากๆ