มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด(AD)เหล็ก…กำลังทำร้ายใครและใครเป็นผู้เสียประโยชน์
ตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา รัฐบาลไทยได้ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด(AD)กับผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดร้อนนำเข้า รวมถึงจากประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดในอัตราสูง สำหรับสินค้าจีนและมาเลเซียมานานกว่าสิบปีแล้ว
ต่อมาได้มีการทบทวนสองครั้ง ซึ่งขณะนี้ระยะเวลาการทบทวนครั้งที่สองกำลังจะสิ้นสุดลง และเราอดไม่ได้ที่จะตั้งคำ ถามว่า ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดที่มีมายาวนานกว่า 10 ปีนั้น ได้ช่วยปกป้องอุตสาหกรรมของไทยในภาพรวมได้จริงหรือ อุตสาหกรรมปลายน้ำ กำลังเผชิญกับสถานการณ์แบบใด
ในฐานะสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย บริษัทหลายแห่งที่เป็นสมาชิกเป็นผู้ซื้อและผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รถยนต์ และอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักร แต่พวกเขาประสบปัญหาราคาเหล็กในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นและการผลิตในประเทศไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและราคาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ ก็สูงขึ้นด้วย ทั้งนี้ เชื่อว่านี่เป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมเดียวกันกำลังเผชิญอยู่เช่นกัน
ความเป็นจริงแล้ว อุตสาหกรรมเหล็กของไทยส่วนใหญยังใช้ระบบการผลิตเหล็กด้วยเตาไฟฟ้าโดยใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบ จึงไม่มีข้อได้เปรียบในการควบคุมต้นทุนการผลิต ส่งผลโดยตรงใหผู้ประกอบการเหล็กไทยมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดไทยและต่างประเทศไม่เพียงพอ อัตราการใช้กำลังการผลิตก็ต่ำด้วย ซึ่งไม่สามารถตอบสนองความต้องการในประเทศได้ และการใช้เหล็กกึ่งสำเร็จรูปส่วนใหญยังต้องพึ่งพาการนำเข้าด้วย
สภาพความเป็นจริงของอุตสาหกรรมเหล็กไทยไม่ควรฉุดรั้งการพัฒนาของอุตสาหกรรมอื่นๆ ของไทย และยิ่งไม่ควรกลายเป็นภาระให้แก่ผู้บริโภค เพื่อการนี้ ผลิตภัณฑ์เหล็กจากต่างประเทศ รวมทั้งจีนจะเป็นส่วนเสริมที่เป็นประโยชน์สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กในไทย เป็นการเพิ่มทางเลือกมากขึ้นให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องและผู้บริโภคไทย เราจะปัฎิบัติตามนโยบาย “Made in Thailand” ของรัฐบาลไทยอย่างเคร่งครัด โดยทำโครงการก่อสร้างของหน่วยงานรัฐนั้น ต้องใช้วัสดุผลิตในประเทศไม่น้อยกว่า 60% ส่งเสริมให้มีการใช้เหล็กในประเทศให้มากที่สุดในโครงการก่อสร้างที่เกี่ยวข้อง และจะนำเข้าเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น
เราเชื่อว่าด้วยการฟื้นตัวและการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรมไทย ภาคการก่อสร้างและภาคการผลิตจะมีความต้องการใช้เหล็กเพิ่มมากขึ้น ผลิตภัณฑ์เหล็กของจีนที่มีคุณภาพสูงและราคาไม่แพง จะเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ของไทยและให้ผู้บริโภคในประเทศไทยมีทางเลือกมากขึ้น
เช่นเดียวกับผู้ประกอบการไทย สมาชิกของสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย ติดตามอย่างใกล้ชิดกับระเบียบการแข่งขันของตลาดเหล็กในไทย หลังจากการสำรวจและศึกษาเชิงลึก เราปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมเหล็กของจีนกำลังอยู่บนเส้นทางสู่การพัฒนาคุณภาพสูง และมุ่งมั่นที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งจะทำให้เกิดความแตกต่างกับผลิตภัณฑ์เหล็กของไทย และจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบและการแข่งขันโดยตรงกับผลิตภัณฑ์เหล็กไทย ด้วยเหตุผลดังนี้
1. จีนไม่สนับสนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เหล็กคุณภาพต่ำ เช่นตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา จีนได้ปรับนโยบายการคืนภาษีการส่งออกสำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กอย่างต่อเนื่อง การส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำ ถูกยับยั้งอย่างชัดเจน ผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกนั้นมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นช่วงหลายปีที้ผานมา การส่งออกเหล็กของจีนมีสัดส่วนแค่ 5-6% ของผลผลิตทั้งหมดเท่านั้น
2.อุตสาหกรรมเหล็กกล้าของจีนกำลังอัพเกรดการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยคาร์บอน ได้กำหนดแผนให้การปล่อยคาร์บอนถึงเพดานสูงสุดภายในปี 2030 และใช้มาตรฐานการปกป้องสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น นับได้ว่าเดินนำหน้าหลายๆ ประเทศแล้ว ในปัจจุบัน โรงถลุงเหล็กที่สะอาดที่สุดในโลกอยู่ในประเทศจีน เทคโนโลยีการผลิตเหล็กที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็มีการประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในจีน อุตสาหกรรมเหล็กของจีนกำลังกลายเป็นผู้นำระดับโลกในการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
3.สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออุตสาหกรรมเหล็กของจีนมีความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นในการควบคุมการแข่งขันที่เป็นระเบียบ จีนได้ดำเนินการควบรวมกิจการของผู้ประกอบการเหล็กอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้อุตสาหกรรมเหล็กปรับโครงสร้างดีขึ้น จำนวนผู้ประกอบการลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเอื้อต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรม ลดการแข่งขันที่ไม่เป็นระเบียบ และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของตลาดเหล็ก
มีรายงานว่า การผลิตเหล็กและเหล็กกล้าของจีนจะยังเน้นความต้องการภายในประเทศจีนเป็นหลัก ปริมาณการส่งออกทั้งหมดอาจลดลงต่อเนื่อง โครงสร้างการส่งออกเหล็กจะได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น และสัดส่วนการส่งออกเหล็กคุณภาพต่ำ จะลดลง นี่น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมต่อเนื่อง และการพัฒนาเศรษฐกิจภาพรวมสำหรับประเทศไทยด้วย

