‘คีรี’ ยัน บีทีเอส ไม่ฮั้วประมูลสายสีเขียว ขอเลิกกลั่นแกล้ง คาดสาเหตุจากสู้คดีสายสีส้ม ไม่หยุดเดินรถแม้รัฐค้างหนี้ 5 หมื่นล.
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ที่ศูนย์ฝึกอบรมรถไฟฟ้าบีทีเอสสำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี เปิดเผยถึงกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งข้อกล่าวหาต่อบริษัทฯ ว่า จากข่าวที่ปรากฏทางสื่อมวลชนว่า ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับพวก 13 คน นั้น เรื่องราวดังกล่าวการดำเนินคดีในเรื่องนี้ของ ป.ป.ช.ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 จากการที่ ส.ส.ท่านหนึ่งได้ร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษและ ป.ป.ช. กล่าวหากรณีที่ กทม.ทำสัญญาจ้างบีทีเอสเดินรถส่วนต่อขยายส่วนที่ 1 โดยเบื้องต้นกล่าวหาว่า กทม.ไม่มีอำนาจดำเนินการ เพราะตามประกาศคณะปฏิวัติกำหนดให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรมสอบสวนคดีพิเศษในเวลานั้นได้ทำการสอบสวนเสร็จสิ้น และมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผมและบริษัทฯ เพราะจากพยานหลักฐานไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับผม และบริษัทเลย และพนักงานอัยการก็มีความเห็นไม่สั่งฟ้องไปแล้ว
ส่วนคดีที่อยู่กับ ป.ป.ช. บริษัทฯ ไม่ทราบเรื่อง เพราะไม่เคยแจ้ง หรือเรียกไปให้ข้อมูล จนกระทั่งในช่วงเวลาที่ผมได้แสดงตัวต่อสู้กับเรื่องการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มที่ไม่ถูกต้อง ผมได้รับทราบข้อมูลจากนายสุรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของบริษัทฯ ว่า ป.ป.ช. ได้มีหนังสือเชิญไปให้ข้อมูลเรื่องหุ้นของบีทีเอสที่มีราคาเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาที่มีการทำสัญญาว่าจ้างเดินรถ ซึ่งเรื่องนี้ได้ชี้แจงกับ ป.ป.ช. แล้วว่า ราคาที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากบริษัทฯ ได้มีการรวมหุ้น นี่คือเรื่องเดียวที่บริษัทโดยคุณสุรพงษ์ ได้ให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช. และเราก็เริ่มมีความรู้สึกแปลกๆ ว่า เรื่องนี้มันจบไปแล้วไม่ใช่หรือ แล้วทำไมยังมีการสอบถามเรื่องนี้อีก จนกระทั่งได้มีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหามาที่ผมและผู้เกี่ยวข้อง
“อยากให้ทุกท่านเห็นภาพการต่อสู้และผลของการต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ผมดำเนินธุรกิจในไทยมาหลายสิบปี เป็นนักธุรกิจ และนักลงทุน ซึ่งกำไรที่ผมได้รับมา ผมไม่ได้เอาเปรียบประเทศ ผมตอบแทนคืนสู่ประเทศและสังคม และประมูลต่อสู้ด้วยตัวเลขที่แฟร์ๆ ไม่มีการฮั้วกับใคร เรื่องนี้มันมีขบวนการที่ต้องการให้บีทีเอสได้รับความเสียหายถึงขนาดให้ล้มละลายเลย เริ่มตั้งแต่การไม่จ่ายเงินค่าจ้างเดินรถ และค่าระบบให้บีทีเอส และปล่อยให้พอกพูนกว่า 50,000 ล้านบาท หลังจากนั้นก็นำเรื่องนี้มาเล่นงานเอกชน โดยเฉพาะการสมคบกันเอาข้อมูลของ ป.ป.ช.มาออกข่าว เพื่อหวังให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจและความเชื่อมั่นของบีทีเอส ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นบีทีเอสเราร่วงลงติดฟลอร์ แต่ด้วยความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เข้าใจเรา ทำให้ราคาขยับขึ้นมายืนที่ใกล้เคียงราคาเดิม จึงอยากถามว่า การที่ผมมาต่อสู้เพื่อความถูกต้องในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม พวกคุณเล่นงานผมถึงขนาดนี้เลยหรือ หยุดกลั่นแกล้งกันได้แล้ว” นายคีรี กล่าว
ส่วนเรื่องการให้บริการเดินรถ นั้น ยืนยันว่าจะไม่มีการหยุดให้บริการเดินรถ เพราะจะส่งผลกระทบกับประชาชนโดยตรง ซึ่งบริษัทฯ ให้ความสนใจกับภาคประชาชนเป็นอย่างมาก และจะไม่มีทางเอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน แม้ทุกวันนี้บริษัทฯ จะเป็นผู้ออกค่าใข้จ่ายในการให้บริการเองทุกอย่าง แต่ยืนยันอีกครั้งว่ายังไหวอยู่

ด้าน พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ที่ปรึกษา ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับการกล่าวหาของป.ป.ช.นั้น เบื้องต้นทางบริษัทฯ ได้ทำหนังสือขอรายละเอียดถึงป.ป.ช.เพิ่มเติมเกี่ยวกับระเบียบตามกฎหมายของป.ป.ช.ในกรณีที่แจ้งข้อกล่าวหา โดยรายละเอียดหนังสือดังกล่าว บริษัทฯ ระบุว่า ทางป.ป.ช.จะต้องสรุปสาระสำคัญและพฤติการณ์แห่งคดีว่าบริษัทกระทำผิดอย่างไรบ้าง รวมทั้งในการกล่าวหานั้นมีพยานหลักฐานหรือไม่ ซึ่งจากการพิจารณาข้อกล่าวหาของป.ป.ช.ต่อบีทีเอสนั้นไม่พบว่าปรากฎรายละเอียดตามข้อกล่าวหาข้างต้น ซึ่งส่วนนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ป.ป.ช.ต้องแจ้งผู้ถูกกล่าวหาทราบเพื่อที่บริษัทจะได้ต่อสู้ทางคดีต่อไป
ขณะที่ นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นของบริษัทฯ อย่างมาก และมีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 13 ราย ทั้งในส่วนของบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด กับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการกล่าวหาในเรื่องกระทำการทุจริตในสัญญาการให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงโครงการทั้งหมด 3 เส้นทาง ได้แก่ ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท สถานีอ่อนนุช-แบริ่ง สายสีลม สถานีสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่ และการต่อสัญญาว่าจ้างเดินรถไฟฟ้าในเส้นทางสถานีหมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ซึ่งจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 ออกไปอีก 13 ปี เพื่อให้ทั้ง 3 เส้นทางไปสิ้นสุดพร้อมกันในปี 2585
บริษัทฯ ทราบว่าก่อนการจ้างในครั้งนี้ ทาง กทม.ได้มีการหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาในปี 2550 ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัยโดยสรุปว่า การที่กรุงเทพมหานคร มอบหมายให้ บริษัทกรุงเทพธนาคมดำเนินโครงการ และบริษัทกรุงเทพธนาคม มาว่าจ้างเอกชนเดินรถ โดยได้รับค่าจ้างเป็นการตอบแทน มิใช่การร่วมลงทุนกับเอกชน นอกจากนั้นการทำสัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายนี้ได้ผ่านการสอบสวน จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในปี 2555 แล้ว โดยหลังสิ้นสุดการสอบสวนในปี 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานอัยการสูงสุดได้เห็นควรไม่ฟ้องบีทีเอส
สำหรับมูลหนี้ที่ภาครัฐค้างจ่ายในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ให้กับ บริษัทฯ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2566 รวมเป็นวงเงินประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้เงินต้นรวมดอกเบี้ย แบ่งเป็น ค่าจ้างเดินรถ ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาทและค่าติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล ประมาณ 2.28 หมื่นล้านบาท
ส่วนรายได้ของบริษัทฯ ในปี 2566 จะมีรายได้จากการเปิดให้บริการ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลือง หากเปิดให้บริการรัฐบาลจะจ่ายค่าก่อสร้างคืน 4,700 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 10 ปี นอกจากนี้ บริษัทฯ จะมีรายได้จากการจัดเก็บค่าโดยสารทั้ง 2 โครงการ รวมเฉลี่ย 2,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น หากเปิดบริการรถไฟฟ้าสายสีชมพู และเหลือง แบบคิดค่าบริการในเดือนมิถุยานนี้ คาดว่าจะมีรายได้รวม 2 โครงการ 1,000 ล้านบาท
อีกทั้งเมื่อเปิดให้บริการโอแอนด์เอ็ม มอร์เตอร์เวย์ 2 สาย ได้แก่ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) รัฐบาลจะจ่ายเงินอุดหนุนเป็นเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 20 ปี และมีรายได้จากการจัดเก็บค่าโดยสาร รวม 2 โครงการกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นบริษัทฯ คาดว่ามีสภาพคล่องเพียงพอ
อ่านข่าวน่าสนใจ:
- ป.ป.ช. ชี้มูล ‘สุขุมพันธุ์-พวก 12 ราย’ ส่อทุจริต-ฮั้วประมูลสายสีเขียว
- พนักงาน BTS บุกทำเนียบทวงหนี้ ‘บิ๊กตู่’ กว่า 5 หมื่นล้าน ขีดเส้น 7 วัน ขู่หยุดเดินรถ
- ด่วน! ‘บิ๊กตู่’ สั่งถอน ‘รถไฟสายสีส้ม’ หลัง ครม.ถกเครียด

