เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดข่าวสะเทือนแวดวงธุรกิจสหรัฐอเมริกาครั้งใหญ่ หลังมีรายงานว่า ทางการสหรัฐได้เข้ายึดทรัพย์ของธนาคารซิลิคอนวัลเลย์ (เอสวีบี) ตามด้วยธนาคารซิกเนเจอร์ แม้จะไม่คุ้นหูคนไทยนัก แต่สำหรับนักลงทุนและนักธุรกิจในแวดวงไอที สตาร์ตอัพในซิลิคอน วัลเลย์ และคริปโทเคอร์เรนซี ข่าวที่ว่านี้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนัก ค่าที่ธนาคารเหล่านี้มุ่งเน้นให้บริการทางการเงินและการกู้ยืมให้กับบริษัทที่ประกอบธุรกิจดังกล่าวข้างต้น
ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า…นี่จะเป็นสัญญาณของวิกฤตการเงินครั้งใหม่ในแดนมะกัน ที่อาจลุกลามเป็นโดมิโนไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ที่อยู่ในสถานะเปราะบางจากหลายเหตุปัจจัยอยู่แล้วในปัจจุบันหรือไม่?
เอสวีบีเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของสหรัฐ ที่รองรับการทำธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก สมดั่งชื่อของธนาคารที่ถึงขนาดนำคำว่า ซิลิคอน วัลเลย์ มาตั้งเป็นชื่อ
ธุรกิจของเอสวีบีรุ่งเรืองอย่างมากในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ถือเป็นช่วงเวลาทองของบริษัทสตาร์ตอัพและบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ จากการที่ผู้คนใช้จ่ายเงินจำนวนมากไปกับเทคโนโลยี ซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่เชื่อมพวกเขากับโลกภายนอก ภายใต้การล็อกดาวน์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ความรุ่งโรจน์ดังกล่าวก็หยุดชะงักลงเมื่อผู้คนหันกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง
บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากทำธุรกิจผ่านเอสวีบี เห็นได้จากมูลค่าสินทรัพย์ของธนาคารที่สูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ด้วยการนำเงินจำนวนมากไปลงทุนในพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐ รวมถึงในพันธบัตรที่มีการจำนอง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการลงทุนระยะยาว
ที่สำคัญกว่านั้นคือพันธบัตรมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับอัตราดอกเบี้ย นั่นหมายถึงเมื่อดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ราคาของพันธบัตรจะลดลง เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อ เอสวีบีก็สูญเสียมูลค่าของพันธบัตรในมืออย่างมีนัยสำคัญ
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา ลูกค้าของเอสวีบีในกลุ่มเทคโนโลยีได้รับผลกระทบหนัก ทำให้มีลูกค้าจำนวนมากพากันถอนเงินออกจากธนาคาร เมื่อเงินสดในมือไม่เพียงพอ เรียกง่ายๆ ว่าขาดสภาพคล่อง เอสวีบีจึงต้องกัดฟันขายพันธบัตรที่ถือครองแบบยอมขาดทุนเป็นจำนวนมาก ทำให้นักลงทุนและลูกค้ายิ่งเกิดความหวาดกลัว ผนวกกับการประกาศแผนการเพิ่มทุน 1.75 พันล้านดอลลาร์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ทำให้ลูกค้าแห่ไปถอนเงิน
จากนั้นอีกเพียง 2 วัน คือ ในวันที่ 10 มีนาคม หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐก็เข้าควบคุมกิจการของเอสวีบีทันที
ไม่เพียงเท่านั้น ในวันที่ 12 มีนาคม ทางการได้เข้าควบคุมกิจการของธนาคารซิกเนเจอร์ ซึ่งลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นจำนวนมากอีกแห่งหนึ่งตามมา ทางการสหรัฐต้องเร่งระงับความหวั่นวิตกของนักลงทุนทันที
กระทรวงการคลังสหรัฐร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลธนาคารออกแถลงการณ์ยืนยันว่า เงินฝากในบัญชีของลูกค้าธนาคารทั้ง 2 แห่งจะได้รับการคุ้มครอง เช่นเดียวกับที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็รีบออกมาให้คำมั่นว่าธนาคารทั้ง 2 แห่งดังกล่าวต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ พร้อมกับประกาศว่าเขามุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบต่อความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้น และเสริมสร้างการกำกับดูแลกฎระเบียบของธนาคารขนาดใหญ่ เพื่อที่คนอเมริกันและธุรกิจอเมริกันสามารถมั่นใจได้ว่าเงินฝากในธนาคารของพวกเขาจะอยู่ที่นั่น เมื่อพวกเขาต้องการมัน
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เชื่อว่า กรณีเอสวีบีและธนาคารซิกเนเจอร์ไม่น่าจะเป็นเหมือนครั้งที่ เลห์แมน บราเธอร์ สถาบันวาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐล้มละลายลงในปี 2008 ฉุดดึงเอาธนาคารอื่นๆ และระบบเศรษฐกิจสหรัฐให้ล่มสลาย นำไปสู่การเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
กระทั่งเฟดต้องเร่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบ และหากผู้ที่มีเงินฝากในธนาคารดังกล่าวได้รับการยืนยันว่า พวกเขาจะได้รับเงินฝากคืนไม่น้อยกว่า 85-90% ของยอดเงินฝากจริง เชื่อว่าความหวั่นวิตกน่าจะได้รับการบรรเทาลง
กระนั้นก็ดี สถานการณ์ในวันที่ 13 มีนาคม ดูจะไม่ดีนักสำหรับหุ้นในกลุ่มธนาคารของสหรัฐ โดยหุ้นของธนาคารเฟิร์สรีพับบลิกก็ร่วงลงถึง 65.1%เพราะคนไม่เชื่อมั่นในแผนการระดมทุนใหม่
เช่นเดียวกับหุ้นของธนาคารอีกหลายตัวที่ร่วงระเนระนาดจนต้องมีการระงับการซื้อขายเนื่องจากความผันผวนอย่างหนัก เพียงแค่ในวันที่ 13 มีนาคม วันเดียว หุ้นของธนาคารในสหรัฐสูญเสียมูลค่าไปถึง 9 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าหุ้นที่ลดลงในการซื้อขาย 3 ช่วงที่ผ่านมา ลดลงไปเกือบ 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.574 ล้านล้านบาท
ฟากฝั่งไทย อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัยและที่ปรึกษาการลงทุนธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ให้ความเห็นถึงกรณีเอสวีบีล้มละลายว่า น่าจะเป็นปัญหาเฉพาะกลุ่มจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ที่กระทบราคาพันธบัตรและมีผลให้กลุ่มเทคและกลุ่มสตาร์ตอัพมีปัญหาขาดทุนต่อเนื่องจนกระทบธนาคารที่เชื่อมโยงกับกลุ่มนี้
รวมทั้งผู้ฝากเงินขาดความเชื่อมั่นจนแห่ถอนเงินและปัญหาธนาคารเอสวีบีล้มละลายไม่น่าลามจนเกิดวิกฤตการเงินเหมือนในปี 2551 เพราะการเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจจริงอื่นๆ มีน้อยและขนาดของธนาคารที่มีปัญหาไม่ได้ใหญ่จนมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเชื่อว่าเฟดมีความยืดหยุ่นพอที่จะดูแลปัญหาในลักษณะนี้
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นน่าจะยังผันผวนจากความกังวลว่าจะมีธนาคารไหนเป็นรายต่อไปที่ล้มละลาย หรืออย่างน้อยก็ห่วงการลงทุนในกลุ่มการเงิน รวมทั้งกลุ่มเทคขนาดเล็กที่คนอาจกังวลปัญหาขาดเงินทุน โดยเฉพาะช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นเช่นนี้
ขณะที่ผลกระทบต่อไทยหลังปัญหาสภาพคล่องในสหรัฐ โดยมากผลกระทบต่อไทยในระยะสั้นจะผ่านตลาดเงินและตลาดทุนที่ยังมีแนวโน้มผันผวนในสัปดาห์นี้ อาจมีแรงเทขายในสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้น แต่ตลาดจะให้น้ำหนักการชะลอตัวของค่าจ้างแรงงานและอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ แต่อาจรอตัวเลขเงินเฟ้อ ยอดค้าปลีกและอื่นๆ เพื่อดูสัญญาณว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อแรงหรือไม่?
กรณีธนาคารเอสวีบีอาจมีน้ำหนักด้านเสถียรภาพตลาดการเงินทำให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป และเงินน่าจะเคลื่อนย้ายกลับมาตลาดเกิดใหม่โดยเงินบาทอาจขยับแบบแคบ 35-36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หากธนาคารเอสวีบีมีปัญหาลาม หรือมีความไม่แน่นอนต่อก็อาจกระทบภาคการส่งออกของไทย ซึ่งก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้วให้ชะลอต่อได้
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกน่าจะย่อลงตามอุปสงค์ที่อ่อนแอลงทำให้การนำเข้าไทยลดลงตามไม่น่ามีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนก่อนหน้าส่วนภาคการท่องเที่ยวของไทยไม่น่ากระทบ
โดยรวมปัญหานี้น่ากระจุกในสหรัฐไม่น่ากระทบเอเชียแปซิฟิกมากนัก โดยเฉพาะจีนที่ยังเติบโตได้ดีแต่แน่นอนว่าการส่งออกไม่สดใส
สำหรับผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ของไทย คงไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้อนุญาตให้ธนาคารลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีโดยตรง ขณะที่กลุ่มการเงินก็ยังคงถูกกำกับอย่างเข้มงวดของไทย อมรเทพเชื่อว่ากรณีแบงก์มะกันล้มจะส่งผลลบมาไทยไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม หากทางการสหรัฐไม่สามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นกลับมาให้ได้อย่างรวดเร็ว ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่า ท้ายที่สุดแล้วสถานการณ์จะลุกลามบานปลายเกินควบคุม และจะกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกหรือไม่?!

