หน้าแรก เศรษฐกิจ หุ้นดีดแรง บว...

หุ้นดีดแรง บวก 41.11 จุด หลังดัชนีชี้วัดแตะระดับเดียวกับช่วงหลุด 1,000 จุดปี 63

15.03.23 | 18:45 น.
HANGZHOU, CHINA - FEBRUARY 3, 2020 - Investors pay attention to the stock market in a stock exchange in Hangzhou, Hangzhou, Zhejiang Province, China, February 3, 2020. The Shanghai index opened at 2716.70, down 8.73%; the Shenzhen composite index at 9706.58, down 9.13%; the growth enterprise market index at 1769.16, down 8.23%; the small and medium-sized board index at 6393.18, down 9.19%.- PHOTOGRAPH BY Costfoto / Barcroft Media (Photo credit should read Costfoto/Barcroft Media via Getty Images)

หุ้นดีดแรง บวก 41.11 จุด หลังดัชนีชี้วัดแตะระดับเดียวกับช่วงหลุด 1,000 จุดปี 63

วันที่ 15 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเคลื่อนไหวในแดนบวก โดยเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ 1,523.89 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,565.00 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 41.11 จุด หรือ 2.70% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,573.51 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,543.61 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 69,699.24 ล้านบาท

โดย นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยดีดตัวขึ้น (รีบาวด์) ได้แบบรุนแรง หลังจากวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ดัชนีปรับลดลงลึกกว่า 50 จุด แบบร้อนแรงเช่นกัน โดยภาวะการปรับลดลงกว่า 3% ในวันก่อนหน้านั้น เกิดจากแรงตื่นตระหนก (แพนิก) ของนักลงทุนที่รับข่าวธนาคารสหรัฐปิดตัวไปแล้ว 3 แห่ง ทำให้เกิดความต้องการดึงเงินกลับ เพราะกังวลความเสี่ยงที่เกิดจากสภาพคล่อง แต่ผลกระทบจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสถาบันการเงิน หรือธนาคารพาณิชย์ของไทย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีวิกฤตที่เกิดขึ้น และความแข็งแกร่งของแบงก์ไทยก็มีสูงมากด้วย

“การปรับระดับของดัชนีหุ้นที่ลดลงไม่กี่วันเป็น 100 จุดนั้น เป็นเพราะเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่ไหลออก ซึ่งเกิดเหมือนกันทั่วโลก แต่เพราะนักลงทุนแพนิก ทำให้เกิดแรงเทขาย รวมถึงสถาบันในประเทศด้วย โดยเราเห็นตลาดหุ้นต่างประเทศที่สำคัญรีบาวด์ เพราะสัญญาณของเงินเฟ้อชะลอตัวลงตามที่คาดการณ์ไว้ด้วย ทำให้ตลาดที่ตอบรับเชิงลบไปแล้ว เริ่มกลับมาพร้อมลุยมากขึ้น” นายวิจิตรกล่าว

นายวิจิตรกล่าวว่า ประเมินดัชนีที่ปรับลดลงในระดับ 1,525 จุด อัตราส่วนราคาเทียบกำไรต่อหุ้น (พีอี) อยู่ที่ 14.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่อยู่ประมาณ 16 เท่า ทำให้ดัชนีที่ลดลงมานั้น เชิงปัจจัยพื้นฐานต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 10 ปีแล้ว โดยหากประเมินในด้านเทคนิคพบว่า เราเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไปด้วย ประเมินจากดัชนีชี้วัดอยู่ที่ 16 จุด ซึ่งเราไปถึงบริเวณนี้ครั้งล่าสุดในวันที่ดัชนีหุ้นลดลงหลุดระดับ 1,000 จุด เมื่อปี 2563 ช่วงการระบาดโควิด-19 พีคหนักมาก ทำให้ปัจจัยทั้งด้านพื้นฐานและเทคนิคเข้าสู่จุดสำคัญ ที่ต้องมีการรีบาวด์ขึ้นแล้ว