เตือนนักลงทุน! เสียงสะท้อนนักวิเคราะห์ ห่วงวิกฤตความเชื่อมั่นแบงก์สหรัฐ ลามเศรษฐกิจโลก
วันที่ 16 มีนาคม 66 นักวิเคราะห์จากหลากหลายองค์กรได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการล้มของธนาคารสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดย นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด (บลจ.) สตาร์ตอัปสัญชาติไทยที่มีจำนวนกองทุนส่วนบุคคลภายใต้การบริหารมากที่สุดในประเทศ เปิดเผยว่า การล้มของธนาคารสหรัฐฯ หลายแห่ง เริ่มส่งผลกระทบไปทั่วโลก
- นักลงทุนเทขายหุ้น Credit Suisse
ล่าสุด Credit Suisse ธนาคารชื่อดังระดับโลกจากสวิสถูกนักลงทุนเทขายหุ้น หุ้นร่วงกว่า 24.24% และร่วงกว่า 76.23% ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ผู้ถือรายใหญ่ที่สุดอย่าง Saudi National Bank ปฎิเสธการเพิ่มทุน สร้างความกังวลให้นักลงทุนที่เพิ่งตื่นตระหนกกับการล้มคลื้นของธนาคารในสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ Credit Suisse ประสบปัญหาทั้ง เหตุการณ์ปล่อยให้บริษัทยาฟอกเงินในบัลแกเรีย พันพันในคดีทุจริตในโมซัมบิก เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการสอดแนมอดีตผู้บริหาร ปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลลูกค้า
นอกจากนี้ Credit Suisse ยังมีผลประกอบการขาดทุนสุทธิในช่วงปี 2021-2022 ที่ผ่านมา โดยขาดทุน 7,306 ล้านสวิสฟรัง และ 1,626 ล้านสวิสฟรัง ตามลำดับ และหากพิจารณางบการเงินของธนาคาร จะเห็นได้ว่าจำนวนเงินฝากลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในไตรมาส 4 ปี 2022 มีจำนวนเงินฝากอยู่ที่ 234,554 ล้านสวิสฟรัง ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้าที่มีอยู่ 393,841 ล้านสวิสฟรัง หรือลดลงกว่า 40% เป็นอีกหนึ่งจุดที่ลดทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
- ปล่อยล้มกระทบเศรษฐกิจโลกแน่
สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกนั้น หากปล่อยให้ล้มจะส่งกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกแน่นอน เนื่องจาก Credit Suisse เป็นธนาคารใหญ่ระดับโลก มีสินทรัพย์รวมทั้งหมด 530 พันล้านสวิสฟรัง หรือ ประมาณ 19.6 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะบริษัทระดับโลกและกลุ่มผู้มีความมั่งคังสูงที่มีเงินฝากอยู่ใน Credit Suisse เป็นจำนวนมาก ซึ่งทางธนาคารกลางสวิสฯ ได้ออกมาให้ความมั่นใจกับนักลงทุนและผู้ฝากเงินแล้วว่า หากมีความจำเป็นธนาคารกลางจะเข้าไปช่วยเหลือ Credit Suisse ทันที
ขณะที่ฝากฝั่งสหรัฐฯ เอง กระทรวงการคลังกำลังตรวจสอบว่าภาคธนาคารสหรัฐฯ มีธุรกรรมกับ Credit Suisse มากน้อยแค่ไหน ซึ่งอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นและติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นกัน
ทั้งนี้ หากวัดผลด้วยค่าความเสี่ยงจาก Credit Default Swap (CDS) ปัจจุบันนักลงทุนมองว่า Credit Suisse มีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้สูง ซึ่งสถานการณ์คล้ายกับ Morgan Stanley ในปี 2008 แต่ Morgan Stanley ก็สามารถก้าวผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมาได้ และกลายมาเป็นธนาคารที่ใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้นโอกาสในการก้าวพ้นความยากลำบากของ Credit Suisse ยังมีอยู่ แต่จะต้องต้องติดตามต่อไปว่าเหตุการณ์จะพัฒนาไปในลักษณะใด รวมถึงแนวทางการแก้ปัญหาของธนาคารเองหรือหน่วยงานกำกับดูแลจะเข้ามามีบทบาทอย่างไรด้วย อย่างไรก็ตามการช่วยเหลือ Credit Suisse ก็อาจจะไม่ใช้งานที่ง่ายนัก เพราะเป็นธนาคารใหญ่มีสินทรัพย์มาก ดังนั้นจะต้องใช้เงินทุนมากระดับหนึ่งในการเข้าไปช่วยอุ้ม
- จับตานโยบายใหม่-ธนาคารกลางอุ้ม
หากพิจารณาตามอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ Creidt Suisse สามารถรักษาอัตราส่วนตามมาตรฐานสถาบันการเงินโลก โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CET1 ratio) 14.4% (ขั้นต่ำ 4.5%) เป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 (Tier 1 ratio) 20.3% (ขั้นต่ำ 6%) และมีอัตราส่วนเงินทุนโดยรวม (Total capital ratio) 20.5% (ขั้นต่ำ 8%) ดังนั้นหากธนาคารกลางเข้ามาให้ความมั่นใจกับผู้ฝากเงิน จะช่วยรักษาเสถียรภาพของธนาคารได้ ซึ่งในระหว่างนี้ Credit Suisse จะต้องปรับโครงสร้างธนาคาร ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือ ขายแผนกที่ไม่ทำกำไรออกไปเพื่อสร้างรักษาความมั่นคงในระยะยาว
“ปัจจุบันคงต้องติดตามต่อไปว่า Credit Suisse จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการดำเนินธุรกิจอย่างไร และ ธนาคารกลางจะเข้ามาช่วยเหลือในลักษณะไหน รวมไปถึงผู้ฝากเงินจะยังคงมีความเชื่อมั่นต่อธนาคารหรือไม่” นายตราวุทธิ์ กล่าว
ด้าน นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงจาก Sentiment ที่เปราะบาง หลังจากการถูกปิดของธนาคารหลายแห่งในสหรัฐฯ และหลังจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดอย่าง Saudi National Bank ประกาศไม่ลงทุนเพิ่มเนื่องจากจะทำให้สัดส่วนการลงทุนเกิน 10% ซึ่งเป็นระดับที่จะมีกฏระเบียบต่างๆเพิ่มมากขึ้นจากทั้งสวิสฯ ซาอุฯ และยุโรป Credit Suisse ประสบปัญหาต่อเนื่องมากตั้งแต่ปี 2021 จากประเด็นของ Archegos Capital Management และ Greensill Capital จนขาดทุนหนักติดต่อกัน 5 ไตรมาส และราคาหุ้นปรับตัวลงต่อเนื่อง และได้ประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในเดือนตุลาคม 2022 แต่บริษัทยังมี Tier 1 Capital Ratio สูงกว่าเกณฑ์ของ Basel 3
- หวั่นกลายเป็น Domino Effect ทั่วโลก
กรณีของ Credit Suisse หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจาก Swiss National Bank มีความเสี่ยงจะกลายเป็น Domino Effect ในยุโรปและทั่วโลก เนื่องจากมีธุรกรรมในต่างประเทศเยอะ ล่าสุด Swiss National Bank ออกมาแถลงว่า พร้อมให้การช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ Credit Suisse ถ้าจำเป็น จึง แนะนำ wait&see ในหุ้นยุโรป เพื่อรอดูสถานการณ์ ติดตามการประชุม ECB ในวันที่ 16 มีนาคม ประเด็นอาจทำให้ ECB ลดความ Hawkish ลง
เกิดอะไรขึ้นกับ Credit Suisse เมื่อคืนที่ผ่านมา ทางด้านผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่าง Saudi National Bank ที่ถือหุ้นใน Credit Suisse ประมาณ 9.9% ประกาศว่าจะไม่เพิ่มการลงทุนในบริษัทเนื่องจากจะทำให้ทาง Saudi National Bank ถือหุ้นเกิน 10% ซึ่งเป็นระดับที่จะมีกฏระเบียบต่างๆ เข้ามาบังคับใช้เพิ่มเติมไม่ว่าจะจากทั้งหน่วยงานของทางซาอุฯ ทางสวิสฯ หรือทางยุโรป ซึ่งทาง Saudi National Bank ไม่อยากมีความยุ่งยากในตอนนี้ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าอนาคตของบริษัทอาจดูไม่ดีหนัก ประกอบกับเพิ่งเผชิญกับการล้มละลายของธนาคารในสหรัฐฯอย่าง SVB และ Silvergate ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีแรงเทขายออกมา หากนับจากจุดสูงสุดของปี 2022 ราคาหุ้นของ Credit Suisse ลดลงกว่า 85%
ทั้งนี้ หลังจากประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก ทาง Credit Suisse ได้ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในเดือนตุลาคม 2022 โดยมีแผนตั้งแต่ การลดขนาด investment bank, ขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันให้กับ Apollo Global Management, เพิ่มทุน 4 พันล้านเหรียญ (มีการลงทุนจาก Saudi National Bank) และมุ่งเน้นไปยังธุรกิจบริหารความมั่นคั่งและวาณิชธนกิจแทน
- หากล้มละลายผลกระทบรุนแรงมาก
และเหตุการณ์นี้น่ากังวลแค่ไหน ถ้าเราไปดูจากผลประกอบการของ Credit Suisse จะพบว่าทางธนาคารได้ขาดทุนมาแล้ว 5 ไตรมาสติดต่อกันตั้งแต่ ไตรมาส 4/2021 จนถึงไตรมาส 4/2022 อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บอกว่าหลังจากมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่แล้ว ทางธนาคารมีโอกาสกลับมามีกำไรได้ในปี 2025 ซึ่งสอดคล้องกับที่ CEO ของบริษัทที่ออกมากล่าวเช่นกัน ขณะที่ถ้าเราไปดูอัตราส่วน Tier 1 Capital Ratio จะพบว่าทาง Credit Suisse มีสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 14.10% ซึ่งถือว่าสูงกว่าเกณฑ์ของ Basel 3 ที่กำหนดไว้ที่ 8% สะท้อนว่าบริษัทยังคงมีเงินทุนสำรองอยู่ในระดับสูงอยู่
ถ้าไปดูขนาดของ Credit Suisse จะพบว่าเป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอัน 2 ของสวิสเซอร์แลนด์ และเป็นอันดับที่ 17 ของยุโรป หากมองในแง่ผลกระทบที่เกิดขึ้น กรณีล้มละลายขึ้นมาจริงๆ ผลกระทบอาจจะรุนแรงกว่ากรณีของ SVB ค่อนข้างมาก เนื่องจาก Credit Suisse เป็นธนาคารที่มีธุรกรรมในต่างประเทศค่อนข้างเยอะ รวมถึงสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการสูงถึง 1.6 ล้านล้านฟรังก์สวิส หรือคิดเป็นเกือบ 10% ของ GDP ของ EU ส่งผลให้ Credit Default Swap (CDS) อายุ 1 ซึ่งเปรียบเสมือนค่าเบี้ยประกันหาก Credit Suisse ผิดนัดชำระ ตอนนี้สูงขึ้นไปถึง 3,700 bps
- ชี้จุดเริ่มต้นปัญหาลูกหนี้รายใหญ่เบี้ยว
มองจุดเริ่มต้นปัญหาของ Credit Suisse ว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2564 ทาง Credit Suisse ได้เผชิญข่าวร้ายหลังลูกค้ารายใหญ่ที่สุดจะไม่สามารถจ่ายเงินมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ที่เป็นหนี้ในวันทำการถัดไปได้ หลังจาก Archegos Capital Management ของมหาเศรษฐี Bill Hwang ขาดทุนจากการเข้าเดิมพันเกินขนาดหรือการใช้ margin เข้าซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากก่อนที่ราคาหุ้นจะปรับตัวลงแรง และโดน margin call ให้บังคับขายหุ้นออกมาในราคาขาดทุน โดยทาง Goldman Sachs และ Morgan Stanley เป็นธนาคารแรกๆที่ไหวตัวทัน และได้บังคับให้ Archegos ขายหุ้นเพื่อหยุดการขาดทุนหรือ Stop Loss ทางด้าน Credit Suisse เห็นสัญญาณตรงนี้ช้ากว่าธนาคารคู่แข่ง ทำให้บังคับ Archegos ขายหุ้นในราคาที่ขาดทุนมากขึ้นไปอีก เนื่องจากราคาหุ้นร่วงหนักหลังทั้ง Goldman Sachs และ Morgan Stanley บังคับขายหุ้นออกมาจำนวนมาก ส่งผลให้ Credit Suisse ขาดทุนถึง 5.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่ากำไรทั้งปีของบริษัท
ขณะที่มูลค่าของหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ปรับตัวลงแรง เนื่องจากราคาหุ้นของ Archegos ก็ปรับตัวลงแรงเช่นกันก่อนที่บริษัทจะล้มละลายในระยะถัดมา ส่งผลให้ทาง Credit Suisse ขาดทุนมหาศาล นอกจากนี้ทาง Credit Suisse ยังได้รับความเสียหายทางชื่อเสียงจากการปิดกองทุน 4 กองทุนที่บริหารร่วมกับ Greensill Capital หลังจากบริษัทล่มอีกด้วย ส่งผลให้หุ้นของ Credit Suisse ปรับตัวลงต่อเนื่อง
- กู้เงินธนาคารกลางเสริมสภาพคล่อง
ส่วนความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ นั้น ทางทีมกลยุทธ์การลงทุนมีมุมมองว่า Credit Suisse มีขนาดใหญ่และมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศสวิสเซอร์แลนด์และของยุโรป เชื่อว่าธนาคารกลางสวิสเซอร์แลนด์ต้องเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ ขณะที่ทางเลือกของ Credit Suisse ยังมีได้ตั้งแต่ 1. การเพิ่มทุนจากนักลงทุนรายอื่นๆนอกเหนือทาง Saudi National Bank 2. ขายสินทรัพย์เพิ่มเติม 3. ขายกิจการให้กับ UBS (CEO UBS ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้) 4. ขอความช่วยเหลือจาก Swiss National Bank
ล่าสุดธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ได้ออกแถลงถึงกรณี Credit Suisse ยังมีสภาพคล่องเพียงพอ และหากจำเป็นธนาคารกลางฯเองก็พร้อมให้สภาพคล่องเพื่อช่วยเหลือ ซึ่งเราประเมินว่า Credit Suisse เข้าข่าย Too Big To Fail และมีความสำคัญต่อระบบการเงินของประเทศสวิตเซอร์แลนด์และยุโรป หากปล่อยให้เหตุการณ์บานปลาย มีโอกาสส่งผลลามเป็นวิกฤติการเงินในยุโรปอีกครั้ง ขณะที่ในช่วงเช้าวันนี้ 16 มีนาคมนี้ ทางธนาคาร Credit Suisse ได้แถลงว่าได้เข้ากู้ยืมเงินทางธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์เป็นวงเงิน 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อเป็นสภาพคล่องให้กับธนาคาร รวมถึงประกาศอีกว่าธนาคารกำลังทำ tender offer อีกเช่นกันเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน
- ห่วงผิดนัดชำระ-ค่าความเสี่ยงพุ่ง
” ถึงแม้ธนาคารกลางสวิสเซอร์แลนด์จะเข้ามาประคองสถานการณ์ในตอนนี้และพร้อมจะสนับสนุนด้านสภาพคล่อง แต่อย่างไรก็ตามเราประเมินว่าตอนนี้ sentiment ตลาดยังค่อนข้างเปราะบางต่อข่าวในภาคธนาคารทั้งในสหรัฐฯและยุโรป ซึ่งส่งผลภาพรวมการลงทุนจะมีความผันผวนต่อไป ขณะที่ต้องจับตาการประชุม ECB ในสัปดาห์นี้เช่นกัน ว่าจะมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร และจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เท่าไหร่ เพราะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการควบคุมอัตราเงินเฟ้อและเสถียรภาพของระบบการเงิน ดังนั้นแล้วเราแนะนำให้ wait&see การลงทุนในยุโรปไปก่อนสำหรับนักลงทุนระยะสั้น และเป็นโอกาสเข้าสะสมสำหรับนักลงทุนระยะยาวหลังธนาคารสวิสเซอร์แลนด์เข้ามาแสดงท่าทีพร้อมให้ความช่วยเหลือ ” นายบดินทร์ กล่าว
ขณะที่ นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัยและที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ระบุว่า ตลาดทุนจับจ้องมาที่ธนาคารเครดิต สวิส (Credit Suisse) หลังราคาหุ้นร่วงหนัก คนพร้อมแห่ถอนเงิน นักลงทุนในตราสารหนี้ห่วงธนาคารจะผิดนัดชำระหนี้ ค่าประกันความเสี่ยงหรือ Credit Default Swap พุ่งขึ้นสูง เกิดอะไรขึ้น ซึ่งตัวแปรสำคัญ คือ ข่าวผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่าง Saudi National Bank ออกมาบอกว่าจะไม่ถือหุ้นเครดิตสวิสมากไปกว่านี้ หรือไม่เกิน 10% เพราะไม่อยากทำตามกฎระเบียบของยุโรป แต่นักลงทุนน่าจะคิดว่ามีอะไรผิดคาด คนขาดความไว้ใจ จึงเกิดภาวะแตกตื่นอย่างที่เห็น
จริงๆ แล้วเครดิต สวิสเป็นธนาคารที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะในธุรกรรมด้านการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า แต่ที่ผ่านมาก็พบว่ามีข่าวในด้านลบ

