หน้าแรก เศรษฐกิจ ตลาดหุ้นไทยเข...

ตลาดหุ้นไทยเข้าภาวะเปราะบาง ตามเทรนด์ทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรป-สหรัฐ ย้ำวิกฤตแบงก์กระทบน้อย

16.03.23 | 15:44 น.

ตลาดหุ้นไทยเข้าภาวะเปราะบาง ตามเทรนด์ทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรป-สหรัฐ ย้ำวิกฤตแบงก์กระทบน้อย

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ ถือว่ามีความเปราะบางมาก ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐ ที่จะเห็นตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในแดนบวกและลบสลับกันวันต่อวัน โดยสาเหตุเป็นเพราะความกังวลการปิดตัวลงของธนาคารในสหรัฐ อย่างธนาคารซิลิคอน วัลเลย์ แบงก์ (SVB) และล่าสุดเกิดวิกฤตธนาคารเครดิตสวิส (Credit Suisse) ในตลาดหลักทรัพย์สวิตเซอร์แลนด์ กระทบกับบรรยากาศการลงทุน สะท้อนในดัชนีหุ้นที่ลดลงลึกตอนเปิดตลาด ก่อนดัชนีจะถูกดึงกลับคืนในช่วงปิดการซื้อขายรอบเช้า

“กรณีของธนาคารเครดิตสวิส ไม่ได้เป็นปัญหาที่ลุกลามมาจากการปิดตัวของธนาคารสหรัฐ เพราะไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ที่ผ่านมามีการให้ข้อมูลมาตลอด และมีการแก้ไขอย่างรวดเร็วและฉับพลัน จึงอยากให้ข้อมูลข่าวสารแก่นักลงทุน เพื่อช่วยในการตัดสินใจต่อไป โดยเรามองผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยไม่มาก เพราะธนาคารกลางสวิสได้เข้าแก้ปัญหาเพิ่มสภาพคล่องให้ธนาคารเครดิตสวิสแล้ว ซึ่งมีผลกระทบให้นักลงทุนตื่นตระหนก (แพนิก) ในภาพการลงทุนมากกว่า” นายภากร กล่าว

นายภากร กล่าวว่า ในกรณีที่เกิดขึ้น 2 กรณีนั้น มองว่าเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นไทยน้อย แต่เมื่อมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น ตลท.ก็จะพยายามออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ทันต่อเหตุการณ์ แต่ผลกระทบจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการประเมินของนักลงทุน และนักวิเคราะห์เอง ซึ่งก็ขอให้ใช้วิจารญาณที่ดีในการตัดสินใจต่อไป

นายภากร กล่าวว่า ธนาคารเครดิตสวิส ถือเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่ และมีธุรกรรมการเงินในหลายประเภทค่อนข้างมาก ซึ่งในประเทศไทยก็มีธนาคารเครดิตสวิส เป็นผู้ให้บริการกับนักลงทุนและผู้ระดมทุน หรือให้บริการคัสโตเดียนแบงก์ ในรูปแบบรับฝากหุ้นของผู้ถือหุ้นที่แท้จริงในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บจ.) ซึ่งหากประเมินจำนวนผู้ให้บริการนักลงทุนในประเทศ มากกว่าครึ่งเป็นผู้บริการจากต่างประเทศ ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้น กรณีธนาคารเครดิตสวิส จะกระทบกับการให้บริการนักลงทุนหรือระดมทุนในตลาดหุ้นไทยหรือไม่ มองว่าค่อนข้างน้อย เพราะยังมีอีกเป็น 10 ผู้เล่นที่อยู่ในตลาดเดียวกัน รวมถึงบริการส่วนใหญ่เป็นการระดมทุน ไม่ได้เป็นการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ไม่ว่าธนาคารจะยังอยู่หรือไม่ ก็ไม่ได้กระทบกับนักลงทุนตัวจริงหรือบจ.แต่อย่างใด

Advertisement

นายภากร กล่าวว่า ตลท. มีมาตรการรองรับภาพดูแลตลาดหุ้นอยู่แล้ว ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้เสมอในช่วงที่เกิดความผันผวนเหมือนภาพในอดีต แต่ขณะนี้มองว่ายังไม่ถึงจุดนั้น หรือจำเป็นต้องใช้มาตราการฉุกเฉินเพื่อเข้ามาดูแลตลาด โดยจะเน้นการให้ข้อมูลสื่อสาร ที่รวดเร็วมีแนวทาง โดยได้ปรึกษานักลงทุนสถาบันในประเทศ และมีเรื่องที่ดำเนินการกับหน่วยงานกำกับอื่นๆ เพื่อทำงานหรือตัดสินใจร่วมกันมากขึ้น เพราะข่าวสารมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แม้ความจริงกรณีที่เกิดขึ้นจะกระทบกับไทยน้อยมาก แต่เมื่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเป็นแบบนี้ เราจึงต้องเน้นให้ข้อมูลข่าวสารมากและเร็วที่สุด โดยตอนนี้ตลาดหุ้นไทยยังไม่ได้ร่วงจนเป็นปัญหาที่เกิดจากปัจจัยภายใน แต่เป็นปัญหาจากปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบเป็นหลัก นอกจากนี้ แนวคิดในการนำกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) กลับมาใช้อีกครั้ง จะมีโอกาสเห็นมากน้อยขนาดไหน เบื้องต้นถือเป็นแนวคิดในการพยายามเพิ่มผู้เล่นในตลาดทุนไทย สถาบันถือเป็นกลุ่มใหญ่ ที่อยากส่งเสริมให้มีความต้องการ (ดีมานด์) ใหม่ในตลาดหุ้นไทย ซึ่งจะเปิดเผยความคืบหน้าอีกครั้ง