ตลาดหุ้นมะกัน-ยุโรปกลับมาร่วง เหตุนักลงทุนยังกังวลวิกฤตธนาคารปะทุ
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 18 มีนาคมว่า ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปกลับมาร่วงเมื่อวันศุกร์ (17 มี.ค.) เนื่องจากความกลัวต่อวิกฤตการธนาคารโลกได้ปะทุตัวขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่าจะมีการช่วยกันอัดฉัดเม็ดเงินให้กับธนาคารที่ได้รับผลกระทบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการล้มของโดมิโนตัวต่อไปในภาคธุรกิจดังกล่าว
หลังจากตลาดหุ้นฟื้นตัวเมื่อวันพฤหัสบดี (16 มี.ค.) เนื่องจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของสหรัฐซึ่งรวมถึง เจพี มอร์แกน ธนาคารแห่งอเมริกา และบริษัท ซิตี้ กรุ๊ป รับประกันว่าจะอัดฉีดเงินจำนวน 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1 ล้านล้านบาท เข้าสู่ธนาคารเฟิร์สต์รีพับลิกที่มีความเสี่ยงจะประสบปัญหา ในวันถัดมาหุ้นธนาคารสหรัฐและยุโรปกลับร่วงลงอย่างหนัก โดยหุ้นธนาคารเฟิร์สต์รีพับลิกปรับตัวลดลง 33% ขณะที่หุ้นธนาคารเครดิตสวิสซึ่งประสบปัญหาในช่วงก่อนหน้าก็ปรับตัวลดลง 8% เช่นเดียวกับหุ้นของสถาบันการเงินอื่นๆ อย่าง เจพี มอร์แกน ธนาคารแห่งอเมริกา และบริษัท ซิตี้ กรุ๊ป ก็ร่วงลงอย่างน้อย 3% เช่นกัน
ภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐก็ปิดตัวในแดนลบ โดยดัชนี S&P 500 สิ้นสุดการซื้อขายที่ระดับ 3,916.64 ลดลง 1.1% เช่นเดียวกับดัชนีดาวโจนส์ปิดตัวในแดนลบที่ระดับ 31,861.98 ลดลง 1.2% รวมถึงดัชนีแนสแด็กปิดที่ 11,630.51 ลดลง 0.7%
สอดคล้องกับสถานการณ์การซื้อขายในตลาดยุโรป โดยดัชนี FTSE ของตลาดหุ้นลอนดอน ปิดตัวติดลบ 1% ขณะที่ดัชนี DAX ของแฟรงก์เฟิร์ต และดัชนี CAC ของปารีสปิดตัวลดลงกว่า 1%
แพททริค โอแฮร์ นักวิเคราะห์ตลาดจากเว็บไซต์ Briefing.com กล่าวว่า สถานการณ์ทรุดตัวของภาพรวมตลาดนี้เกิดจากปัจจัยที่คุ้นเคย นั่นคือความกังวลต่อภาวะอุตสาหกรรมการเงิน โดยนักลงทุนในตลาดหวั่นวิตกเมื่อเห็นข้อมูลที่เผยว่าธนาคารต่างๆ ได้กู้ยืมเงินผ่านช่องทางที่เรียกว่า discount window ซึ่งทำให้กู้ยืมเงินจากธนาคารกลางของสหรัฐฯ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 15 มีนาคม นับเป็นปรากฏการณ์ที่ “ไม่เคยเห็นมาก่อนในวิกฤตการเงิน”
ทั้งนี้ นักลงทุนจะเฝ้าจับตามองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อหรือไม่ในสัปดาห์หน้า เพราะมีการคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงนโยบายการเงินแบบรัดกุมเพื่อบรรเทาความร้อนแรงของอัตราเงินเฟ้อ แต่เมื่อเกิดวิกฤตธนาคารสหรัฐขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่กล่าวโทษปัญหาดังกล่าวจากต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการคาดการณ์ว่าเฟดอาจหยุดการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสร้างเสถียรภาพขึ้น
สำหรับสกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินต่างประเทศอื่นๆ ในขณะที่ราคาน้ำมันร่วงลงมากกว่า 4% ก่อนที่ราคาจะฟื้นกลับขึ้นมาบางส่วน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ อยู่ที่ 72.97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 2.3% และราคาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส อยู่ที่ 66.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 2.4%

