หน้าแรก เศรษฐกิจ ธุรกิจท้องถิ่...

ธุรกิจท้องถิ่นไทย แจง ‘จีนปลูกทุเรียน’ ไม่กลุ้มใจ เท่ากับคุณภาพต้องกินอร่อยทุกลูก

19.03.23 | 13:18 น.
ทุเรียน

ธุรกิจท้องถิ่นไทย แจง ‘จีนปลูกทุเรียน’ ไม่กลุ้มใจ เท่ากับคุณภาพต้องกินอร่อยทุกลูก ชี้ล้งจีนชิงซื้อปั่นราคาพุ่ง

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม นายสุมิตร เขียวขจี เลขาธิการสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ภาคตะวันออกเฉียง และรองนายกเทศบาลเมืองตราด ให้สัมภาษณ์ “มติชนออนไลน์” ถึงกรณีจีนประกาศตัวว่าได้เพาะปลูกทุเรียนได้สำเร็จและผลผลิตเตรียมออกสู่ตลาด 2,450 ตัน ในเดือนมิถุนายนนี้นั้น ไม่ว่าประเทศใดเพาะปลูกแข่งกับไทย ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และล่าสุดจีน ย่อมมีผลกระทบบ้าง แต่ไม่ถึงกับสร้างความเสียหายต่อความต้องการบริโภคและซื้อหาทุเรียนไทย เพราะมีหลายปัจจัยที่ทำให้ทุเรียนไทยยังเป็นที่ต้องการ (อ่านข่าว งานเข้าชาวสวนทุเรียน จีนปลูกได้เองแล้ว ทดแทนนำเข้า มิ.ย.นี้ ได้กิน 2,450 ตัน)

ที่สำคัญคือ ประการแรก ความรู้ในการเพาะปลูก สภาพอากาศ และสายพันธุ์ ทำให้ได้ผลผลิตและคุณภาพทุเรียนที่แตกต่างกัน แม้ในไทยพื้นที่ปลูกต่างกัน คุณภาพและราคายังไม่เท่ากัน ซึ่งไม่ใช่แค่ทุเรียน พืชเกษตรต่างๆ ก็เหมือนกัน

อีกประการคือ จีนเป็นประเทศใหญ่ ประชากรจำนวนมาก แม้จีนนำเข้าทุเรียนจากไทยเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ปริมาณยังไม่ได้กระจายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วจีน พ่อค้าในจีนยังต้องมาแย่งซื้อในตลาดกลางในกว่างโจวที่เป็นแหล่งนำเข้าทุเรียนไทย เสมือนอย่างในไทย ทุเรียนไปลงที่ตลาดไท ก็จะมีพ่อค้ามาแย่งซื้อแต่ก็พอความต้องการแค่กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี เป็นต้น อีกทั้งรสชาติและชื่อเสียงทุเรียนไทยยังเป็นที่ต้องการ ความนิยมของคนจีนมองทุเรียนไทยเป็นของพรีเมียม และยอมจ่ายแพงหากได้รสชาติและคุณภาพถูกใจ

“ก่อนหน้านี้ผมได้เดินทางไปศึกษาและสำรวจตลาดในจีน รวมถึงสอบถามเกษตรกรและผู้ค้าไทย พบว่า ทุเรียนไทย ปริมาณยังเพียงพอแค่ขอบประเทศจีน ยังเข้าไม่ถึงมณฑลใหม่หรือเมืองหลักอีก 4-5 แห่งในจีน พ่อค้าจีนยังแย่งกันซื้อมาก เชื่อว่าตลาดยังโตได้อีก 5-10 เท่าตัว ได้พบปะพ่อค้าในจีนในเมืองต่างๆ เขาอยากซื้อทุเรียนตรงจากไทย แต่ก็ยังติดปัญหาหลายเรื่อง ผลไม้ชนิดอื่นก็เหมือนกัน ทุเรียนปลูกได้ในจีนแม้กระทบบ้าง แต่ไม่ถึงกับทำให้ไทยต้องกลุ้มใจ เรื่องกลุ้มใจของเราคือทำอย่างไรให้ทุเรียนทุกลูกที่ส่งไปจีนกินได้ทุกลูก และไม่เจอทุเรียนไม่ดี เพราะที่ผ่านมาเจอทุเรียนมีปัญหาแค่ลูกเดียวก็จะกระทบต่อทุเรียนคุณภาพดีที่ส่งไปพร้อมกัน หรือคำสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนส่งมอบ อยากให้ผู้ปลูก พ่อค้าส่งออก และรัฐบาล เข้มงวดและระมัดระวังในเรื่องคุณภาพดีทุกลูก ดีกว่ากังวลเรื่องอื่นๆ” นายสุมิตรกล่าว

Advertisement

นายสุมิตรกล่าวถึงภาวะตลาดซื้อขายทุเรียนที่เริ่มออกสู่ตลาดแล้วว่า ทุเรียนตราดตอนนี้ขายได้เฉลี่ยกิโลกรัม (กก.) ละ 300 บาทแล้ว พ่อค้าล้งแย่งกันซื้อ ต้นฤดูผลิตและปลายฤดูผลิตราคาจะสูงกว่ากลางฤดู ตอนนี้ต้นฤดูและความต้องการสูง ราคาถือว่าดี อีกทั้งเปิดประเทศและส่งออกได้ปกติ ไม่ต้องติดค้างตามด่านจะต้องเน่าเสียหายเหมือนช่วงโควิด 2-3 ปีก่อนหน้านี้ ผมเชื่อว่าตอนนี้ทุเรียนหรือผลไม้ที่จะออกมา ไม่ว่าจะเป็นมังคุด ลำไย ยอดซื้อดีขึ้นมากแน่นอน แต่อย่างไรตาม ไม่อาจประเมินความต้องการนำเข้าของจีนได้ เพราะช่วงโควิดมีปัญหาขนส่งและสินค้าเน่าเสียหายจำนวนมากจนต้องเททิ้ง

ย้ำเตือนตีตรา “ทุเรียนไทย”
นายไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน กล่าวถึงกรณีจีนปลูกทุเรียนสำเร็จว่า ประการแรก ในบริบทของการค้าเสรี เราห้ามจีนไม่ได้ ประการที่สอง ทุเรียนไทยอาจเสียเปรียบในด้านต้นทุนและราคาอยู่บ้าง แต่เนื่องจากปริมาณทุเรียนที่ผลิตได้ยังมีอยู่น้อยมาก และไม่สามารถเพิ่มได้อย่างรวดเร็วในวงกว้าง จีงไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ประการที่ 3 ในมิติการตลาด เราก็ต้องไปสอบถามถึงความรู้สึกของคนจีนที่มีต่อทุเรียนจีนว่า “อร่อย” และมี “ภาพลักษณ์” เป็นเช่นไร ถ้าทุเรียนจีนไม่ถูกปาก และเน้น “ขายถูก” ภาพลักษณ์ของความพรีเมียมของทุเรียนจีนก็จะไม่มี คนจีนซึ่งมีฐานะดีขึ้นให้ความสำคัญและกับ “หน้าตา” ก็ไม่กล้าซื้อไปเป็นของฝากกับแขกเหรื่อ ญาติพี่น้อง และคนที่รัก
นายไพจิตรกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ดี ไทยเราควรให้ความสำคัญกับหลายเรื่อง อาทิ การพัฒนาพันธุ์ทุเรียน และทำการตลาดทุเรียนพันธุ์ใหม่ๆ ให้คนจีนรู้จักและลิ้มลองอย่างต่อเนื่อง การพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมคนจีนให้บริโภคทุเรียนที่ “ห่าม” (ซึ่งโลจิสติกส์ไม่เป็นอุปสรรคดังเช่นในอดีต) ก็จะช่วยรักษาและเพิ่มการส่งออกของทุเรียนไทยได้ในระยะยาว การเร่งเสริมสร้างแบรนด์ “ทุเรียนไทย” และ “ตราสินค้า” ของแต่ละราย ซึ่งหมายรวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ควรมีความสะดวกและสวยงาม นอกจากนี้ เรายังควรใส่ใจกับการแปรรูปและขึ้นเมนูเป็นส่วนหนึ่งของรายการอาหารและเครื่องดื่มในตลาดจีน จึงเป็นสิ่งสำคัญ

พณ.ถกรับมือผลไม้หน้าร้อนทะลัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 20 มีนาคม กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ประชุมหารือเพื่อออกแนวทางดูผลผลิตผลไม้ไทย โดยเฉพาะผลไม้หน้าร้อนผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด อาทิ ทุเรียน ลำไย มังคุด เป็นต้น โดยเป็นการหารือของหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเกษตรกร เพื่อร่วมกำหนดมาตรการดูแล เร่งการระบายผลผลิตในประเทศและส่งออก ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำในช่วงกลางฤดูผลิต ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้า 18 มาตรการ ที่ได้ทำไว้ปีก่อน รวมถึงทบทวนและเสริมมาตรการเฉพาะหน้า