วัดปรอท เศรษฐกิจหน้าร้อน ท่ามกลางวิกฤตแบงก์-การเมืองระอุ
ประเทศไทยเริ่มก้าวเข้าสู่ฤดูร้อน หันไปบรรยากาศตกแต่งตามห้างสรรพสินค้าและแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ หวังได้ว่าหน้าร้อนนี้เมืองไทยคึกคัก ไม่รวมบางพื้นที่เห็นถึงสภาพอากาศแปรปรวน อากาศร้อนวันนี้ ยังไม่เท่าความร้อนของเศรษฐกิจไทย ที่ทุกเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเจอมรสุมลูกแล้วลูกเล่า
ล่าสุด เศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทย ต้องเพลียไปกับตลาดการเงินโลกป่วนหนัก เมื่ออยู่ๆ หลายธนาคารในสหรัฐเจอวิกฤตถึงขั้นล้มละลายกูรูหลายฝ่ายออกมาเตือนว่าวิกฤตลูกใหม่นี้ อาจเป็นชนวนนำพานานาประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซ้ำเติมจากที่ประสบอยู่หนักเข้าไปอีก !!
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยต้องแบกรับสถานการณ์ภายในประเทศ เมื่อสมรภูมิการเมืองไทยกำลังร้อนระอุ และรอความชัดเจน หลังผู้นำรัฐบาล เปรยถึงการยุบสภาไม่พ้นเดือนมีนาคมนี้ ก่อนเข้าโหมดหาเสียงและเลือกตั้งครั้งสำคัญ ที่ประชาชนคาดหวังจะได้ใช้สิทธิเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม และไม่เกินเดือนสิงหาคม จะได้เห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลใหม่ บนความคาดหวังต่างๆ นานา ใครคือผู้กุมบังเหียนบริหารประเทศ ใครอยู่ในทีมกุนซือด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตัวหลักอย่างขุนคลัง และรัฐมนตรีพลิกสถานการณ์ส่งออก บริโภค ลงทุน ให้ฟื้นตัวและดันจีดีพีประเทศไม่ตกต่ำกว่าปีก่อน ที่ขยายตัวเพียง 2.6%
ปัจจัยภายนอกปัจจัยภายใน ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ และยากจะคาดเดา ซึ่งกว่าจะผ่านช่วงเวลาได้รัฐบาลใหม่ ก็ต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาลรักษาการ ดังนั้น “มติชน” จึงได้สำรวจความคิดเห็นภาคธุรกิจ สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์วันนี้และวันหน้าที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงข้อแนะนำต่างๆ
⦁ค่าครองชีพสูงใช้จ่ายซัมเมอร์น้อย
ใกล้ตัวเราๆ เริ่มจากจับกระแสใช้จ่ายครัวเรือน สมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย ระบุว่า ภาพรวมการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่อาศัยในพื้นกรุงเทพมหานคร (กทม.) ช่วงหน้าร้อนปีนี้ มองว่าไม่กระเตื้องมากมาย แม้จะเป็นช่วงวันหยุด สงกรานต์อาจหยุดกันตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ที่คนไทยทยอยกลับภูมิลำเนาเดิม ส่งผลให้การใช้จ่ายใน กทม.ว่างลง ถึง 10 วัน ซึ่งเป็นเช่นนี้มาหลายปีแล้ว เพราะวันนี้แรงงานส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด เมื่อศึกษาจบก็ทำงานต่อใน กทม.มีวันหยุดยาวทีก็กลับภูมิลำเนาไปพบครอบครัวเกือบ 100% ต้องกลับไปหาพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง หากเทียบกับสงกรานต์ช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ประชาชนมีพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยสินค้ากลับต่างจังหวัด ปัจจุบันกลับกันคนไม่เลือกซื้อสินค้าในกรุงเทพฯ แต่จะซื้อสินค้าในร้านค้าต่างจังหวัดแทน รวมถึงซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ เพราะคำนวนราคาแล้วโครงสร้างราคาไม่มีความแตกต่างกัน
“สภาพแวดล้อมจากเดิม ที่เห็นคนขนซื้อของจากรุงเทพฯกลับบ้านนอกไม่เห็นแล้ว จะมีแต่คนขนของจากบ้านกลับมากรุงเทพฯมากกว่า เพราะพิษค่าครองชีพทำให้สินค้าราคาสูงขึ้น คนใช้จ่ายแต่สินค้าจำเป็น แม้มีช่วงเทศกาลก็ไม่ทำให้การใช้จ่ายสะพัดมากนัก” สมชายกล่าว
⦁ไทยเที่ยวไทยซึมหันเที่ยวนอกบูม
หวังเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวก็หวั่นใจ ธเนศ ศุภรสหัสรังสี รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี ประเมินว่าช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม รายได้จากการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นกลับมาแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะการใช้จ่ายยังมีอยู่อย่างจำกัด รวมถึงชาวต่างชาติมีพฤติกรรมท่องเที่ยวแบบแบ๊กแพค เพื่อประหยัดงบการใช้จ่ายมากขึ้น ดูจากตัวอย่างพื้นที่เมืองพัทยา ที่มีการจัดคอนเสิร์ตยาวต่อเนื่องที่เริ่มในเดือนมีนาคม พบว่า รายได้ที่เห็นจะมีเฉพาะช่วงวันหยุด แม้กิจกรรมอีเวนต์มีมาก ก็ไม่ตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่มาจากที่อื่น เช่น งานเทศกาลดนตรีพัทยามิวสิกเฟสติวัล 2566 ที่จัดแสดงทุกวันศุกร์-เสาร์ ฟรีตลอด 4 สัปดาห์ช่วงเดือนมีนาคม จากที่ติดตามพบกลุ่มคนที่เข้าชมคอนเสิร์ตส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นในพื้นที่ แม้มีเงินหมุนเวียนในธุรกิจร้านค้า แต่ไม่ได้เพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มธุรกิจโรงแรม
สำหรับปัจจัยที่ทำให้การจัดกิจกรรมไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ขณะนี้หลายประเทศปลดล็อกมาตรการโควิดทำให้คนไทยไปเที่ยวต่างประเทศหลังจากอัดอั้นมานาน อีกทั้งบริษัททัวร์จัดแคมเปญร่วมกับสายการบินประเทศใกล้เคียง เช่น ทริปเที่ยวประเทศเวียดนามมีแพคเกจทัวร์ไฟไหม้ราคาหลักหมื่นบาท ระยะเวลา 4-5 วัน รวมค่าเครื่องบิน หากเทียบกันกับการท่องเที่ยวในประเทศทริปนี้มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า จึงอยากให้รัฐคงออกมาตรการเสริมพยุงท่องเที่ยวต่อเนื่อง
⦁การเมืองปั่นเงินศก.แสนล้าน
ส่วนบริบททางการเมือง ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินไว้ว่า หน้าร้อนนี้ กรณีปกติบรรยากาศจะคึกคักจากนักท่องเที่ยว ที่จะเข้ามาไทยเป็นสิบๆ ล้านคน และทั้งปีเราได้เห็นตัวเลขเกิน 29 ล้านคนแน่นอน หากกรณีที่ไม่มีความเสี่ยงภายนอกประเทศกดดันการเดินทางของนักเที่ยวชาวต่างชาติ เช่น ปัญหาแบงก์ล้มในสหรัฐ-ยุโรป ก็มีส่วนทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนหายไป และในช่วงไตรมาส 2 เศรษฐกิจไทยจะไม่เงียบเหงา เพราะเป็นช่วงที่มีการเลือกตั้ง คาดใช้จ่ายเพื่อการรณรงค์เลือกตั้ง การหาเสียง และการใช้จ่ายทางตรงทางอ้อม จะเกิดเงินหมุนเวียนประมาณ 50,000 ล้านบาท เช่น ธุรกิจทำป้าย รถแห่หาเสียง และเงินนี้เมื่อเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จะทำให้เกิดเงินสะพัดประมาณ 100,000 ล้านบาทอย่างน้อย ที่เพิ่มเติมในไตรมาสสองปีนี้ แม้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มถดถอย
⦁ธุรกิจส่งโจทย์ถึงรัฐบาลใหม่
ขณะที่ภาคธุรกิจมองข้ามถึงภาพรัฐบาลใหม่ อย่าง เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของเศรษฐกิจที่เห็นความผันผวน ความเปราะบางและความท้าทาย ซึ่งก่อนจะเลือกตั้งอาจเกิดภาวะสุญญากาศ หรือภาวะที่มีการชะลอเครื่องยนต์เศรษฐกิจลง และคาดว่าจะตั้งรัฐใหม่ช่วงเดือนสิงหาคม ถ้ารัฐบาลรักษาการหรี่เครื่องยนต์ หรือหยุดไม่ดำเนินการใดๆ ช่วงรอยต่อระหว่างนี้จะทำให้เศรษฐกิจชะงักลงได้ ซึ่งสิ่งสำคัญเครื่องยนต์ต้องช่วยเสริมเศรษฐกิจ นอกจากท่องเที่ยวดีขึ้นและการส่งออกแย่ลง คือสนับสนุนการบริโภคในประเทศ โดยกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ การเบิกจ่ายภาครัฐ จะสามารถเพิ่มกำลังซื้อได้ ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยมากในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านจนกว่าจะได้รัฐใหม่ แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นแผนที่ชัดเจน
อีกนักธุรกิจ วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในช่วงเวลา 3-4 เดือนจากนี้ ยังคงมองว่าเศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อไป เนื่องจากภายใต้รัฐบาลรักษาการจะมีข้าราชการประจำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินเศรษฐกิจประเทศทำงานต่อเนื่อง รวมถึงมีการทำธุรกิจของภาคเอกชนต่อไปเพื่อไม่ให้กระทบต่อรายได้ธุรกิจ จึงไม่มีการหยุดนิ่งในส่วนนี้ โดยปกติแล้วจะไม่มีช่องว่างที่ทำให้ภาพเศรษฐกิจหยุดชะงัก เนื่องจากข้าราชการประจำมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่ากังวลมากนัก
“คาดหวังรัฐบาลใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนเส้นทางประเทศให้เดินหน้าอย่างแข็งแกร่งมากขึ้น และอยากเห็นความโปร่งใสเกิดขึ้น เพราะสิ่งแรกที่นานาประเทศจะสนับสนุน คือ หัวเรือใหญ่ และความโปร่งใสที่สะท้อนมาจากการเลือกตั้งที่แท้จริง” วิศิษฐ์กล่าว
ไม่ว่าจะมุมมองด้านจุลภาคหรือมหภาค สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยหน้าร้อนปี 2566 นี้ ต้องพร้อมรับมือทั้งอากาศร้อนและการเมืองระอุ

