หน้าแรก เศรษฐกิจ ธุรกิจพ้อเจอว...

ธุรกิจพ้อเจอวิกฤตต้นทุนแพง-หนี้สูง หนุนเลือกตั้ง-เห็นครม.ใหม่ จับตาจุดเปลี่ยนประเทศ

21.03.23 | 14:36 น.

ธุรกิจพ้อเจอวิกฤตต้นทุนแพง-หนี้สูง หนุนเลือกตั้ง-เห็นครม.ใหม่ จับตาไตรมาส3จุดเปลี่ยนประเทศ

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลสำรวจประเด็นผลกระทบของภาคธุรกิจต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ช่วงหลังยุบสภาก่อนการเลือกตั้ง

โดยสำรวจผู้ประกอบ 600 ราย ช่วงวันที่ 1-15 มีนาคม 2566 พบว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการมีความกังวลและสภาพธุรกิจส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนที่สูงขึ้น มีผลต่อยอดขายและกำไรลดลง แต่ภาระหนี้เพิ่มขึ้น

ซึ่งปัจจัยเชิงลบสำคัญ คือ ภาวะเงินเฟ้อสูง ส่งผลต้นทุนราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้นและกำลังซื้อลดลง ธุรกิจมองว่าเงินเฟ้อที่เหมาะสมควรสูงไม่เกิน 2-3% อัตราดอกเบี้ยที่สูงกระทบต่อโอกาสผิดนัดชำระหนี้ อัตราค่าจ้างแรงงานกว่า 22% มองเหมาะสมอยู่ที่ 325 บาท/วัน จากเฉลี่ยอยู่ที่ 328-354 บาท/วัน หากปรับขั้นค่าแรงอีก 10% กว่า 50% ระบุว่าอาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้า และเลิกจ้างแรงงานบางส่วน

ด้านค่าไฟฟ้าธุรกิจส่วนใหญ่เห็นว่าอัตราค่าไฟฟ้าที่จะลดจาก 5.69 บาทต่หน่วน เหลือ 5.33 บาทต่อหน่วยยังสูง ที่เหมาะสมมองที่ 3.94 บาทต่อหน่วย เช่นเดียวกับภาระค่าน้ำมันดีเซลที่สูง ธุรกิจ 80% ระบุว่าจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าทันที ขณะที่ส่วนใหญ่ 95% ไม่ได้เตรียมรับมือเงินบาทผันผวน

Advertisement

สำหรับผลกระทบจากแบงก์สหรัฐล้ม ส่วนใหญ่เกือบ 90% ระบุว่าได้รับผลกระทบน้อยถึงไม่ได้รับผลกระทบ รวมถึงไม่ได้รับผลกระทบและได้รับผลกระทบน้อยจากการส่งออกหรือนำเข้า แต่อย่างไรก็ตาม บางส่วนกังวลในปานกลางหากผฃกระทบแบงก์ล้มจะขยายวงกว้างกว่านี้ ส่วนปัจจัยเชิงบวกต่อธุรกิจวันนี้ คือ การกลับมาท่องเที่ยวไทยของชาวจีน

นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า เมื่อถามถึงผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองและการเลือกตั้งใหม่ในช่วงเดือนพฤษภาคม ธุรกิจกว่า 40% มองว่าเป็นผลบวกจากเงินหาเสียงและรณรงค์เลือกตั้งสะพัด มีผลต่อยอดขายและการใช้จ่ายช่วงเทศกาลสงกรานต์ดีขึ้น

ทางศูนย์ฯประเมินว่าเงินใช้จ่ายช่วงเลือกตั้งครั้งนี้จะเกิน 5-6 หมื่นล้านบาท เมื่อหมุนเวียนใช้จ่าย 1 รอบจะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ 1-1.2 แสนล้านบาท มีผลต่อจีดีพีสูงอีก 0.5-0.7%ในปีนี้ ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นทางด้านการเมืองในระดับนานาชาติ ซึ่งในกลุ่มสำรวจมองว่า หากหลังเลือกตั้ง นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่และมีเสถียรภาพ เดินหน้าในเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ และดำเนินการได้ตามนโยบายที่หาเสียงเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ทันที ที่คาดว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลและเปิดสภาผู้แทนราษฎร์ได้ภายในปลายไตรมาส3 ถึงไตรมาส 4

ธุรกิจก็เห็นว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้เร็วตั้งแต่ไตรมาส 4/2566 และจีดีพีทั้งปีนี้ขยายตัวได้ 3.35-3.82% แม้ธุรกิจ 37% ยังมองเศรษฐกิจปีนี้โตต่ำกว่า 3% โดยยังกังวลเสถียรภาพการเมืองไทยและปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆภายนอกประเทศ

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ในการสำรวจธุรกิจระบุถึงสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่ช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่

  • 1.ดูแลต้นทุนการผลิตของภาคเอกชนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่สูงเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่ เศรษฐกิจกาลังฟื้นตัว ณ ปัจจุบัน เช่น ไม่ปรับขึ้นค่าพลงั งาน ต้นทุนอัตราดอกเบี้ย ค่าจ้างข้ัน ต่า เป็นต้น
  • 2.เร่งเบิกจ่ายเงินงบประมาณ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่มีรัฐบาลรักษาการ และยังไม่ สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้
  • 3. ส่งเสริมการท่องเที่ยวจากต่างประเทศและในประเทศให้เหมาะสม เพื่อเป็นปัจจัยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ฟื้นตัวในขณะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอน
  • 4. ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพและอ่อนค่าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการส่งออกให้ขยายตัว
  • 5. ดูแลสถานการณ์หนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจ โลกถดถอยโดยให้ธุรกิจและประชาชนสามารถเข้าถึงแหลง่สินเชื่อ ได้อย่างดีและมีเงื่อนไขใน การปรับโครงสร้างหนี้ หากมีปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น

” จากผลสำรวจสะท้อนได้ว่าวันนี้ธุรกิจกังวลต่อปัญหาต้นทุนสูง ที่อยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไข พร้อมกับหวังให้เกิดการเลือกตั้งและรัฐบาลใหม่จัดตั้งโดยเร็ว ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคร่วมน้อย ที่เกิดจากแต่ละพรรคได้เสียงคะแนนมากตามที่คาดหวังไว้

ไม่ว่าจะมากจากแลนด์สไลด์หรือไม่ ก็จะสะท้อนว่าประชาชนชอบและต้องการเห็นนโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้ เมื่อตั้งรัฐบาลได้ไว เดินหน้านโยบายได้เร็ว ยิ่งในช่วงฮันนีมูลพีเรียลที่รัฐบาลใหม่ต้องกระตุ้นใช้จ่าย จะทำให้ช่วงไตรมาส 3 ไม่เกิดสุญญากาศ และความชัดเจนต่างๆจะส่งผลต่อไตรมาส4 เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้เร็ว ศูนย์พยากรณ์ยังมองเศรษฐกิจปีนี้โตได้ 3-4% ดังนั้นจุดเปลี่ยนประเทศจะอยู่ที่ไตรมาส3 จะไปต่อได้แค่ไหน ” นายธนวรรธน์ กล่าว