‘เฟทโก้’ จับมือพันธมิตร เปิดตัวโครงการปลดล็อกกฎหมาย สกัดตลาดทุนไทยไม่โต
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) เปิดเผยว่า โครงการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจในตลาดทุนไทย เชื่อว่าจะเป็นโครงการที่ช่วยเปลี่ยนภาพตลาดทุนไทย เพราะสิ่งที่เป็นพันธนาการทำให้ตลาดทุนไทยวิ่งได้ไม่เต็มที่ก็เป็นเพราะกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินงานเหล่านี้ เชื่อมั่นว่าหากสามารถบูรณาการร่วมกันในการยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็นได้ ตลาดทุนไทยจะสามารถประหยัดต้นทุนได้หลายหมื่นล้านบาทต่อปี
นายกอบศักดิ์กล่าวว่า สภาธุรกิจตลาดทุนไทยในฐานะผู้แทนองค์กรเอกชนภาคตลาดทุน ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดทำ “โครงการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในตลาดทุนไทย” เพื่อดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบด้านต้นทุนของกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการขออนุญาต (Licenses) และการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในตลาดทุน ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF)

นายกอบศักดิ์กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวมีการจัดตั้งคณะทำงานพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจในตลาดทุนไทย เพื่อทำงานเชิงรุก ประสานพลังร่วมกับหน่วยงานราชการ และภาคเอกชน ผลักดันให้เกิดการทบทวนกฎหมายและกฎระเบียบ ลดขั้นตอนที่ล้าสมัย ไม่จำเป็น หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุน (Regulatory Guillotines) เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการ ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบธุรกิจและนักลงทุน ลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม นำมาสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย
“ยกตัวอย่างให้เห็นภาพการเปิดร้านเนื้อย่างแบบยากินิกุ กว่าจะเปิดได้ต้องขอใบอนุญาตในการประกอบอาหารหลายสิบใบ อาทิ การย่างเนื้อ ต้องขออนุญาตกรมปศุสัตว์ การย่างกุ้ง ต้องขอกรมประมง การมีน้ำจิ้ม ต้องผ่านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สะท้อนถึงขั้นตอนการเปิดธุรกิจในไทย ที่มีกฎหมายต้องได้รับใบอนุญาตจำนวนมาก ส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจด้วย” นายกอบศักดิ์กล่าว

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า การย้ายฐานการผลิต หรือเปลี่ยนธุรกิจให้รับกับเทรนด์ปัจจุบันมากขึ้น อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า ที่ไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ แต่เมื่อมียานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนในการประกอบลดลง ผู้ประกอบธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์เดิมก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง ทำสิ่งที่ยากขึ้น โดยประเทศไทยวางแผนในการเป็นเมืองการบิน หรือเป็นฮับการบิน จึงมีแนวคิดในการตั้งเป็นโรงงานชิ้นส่วนอากาศยาน ซึ่งแม้เป็นแนวคิดที่ดีมาก แต่ได้รับเสียงสะท้อนจากนักธุรกิจว่าไม่สามารถทำได้จริง เพราะมีกฎหมายในปี 2500 ที่กำหนดไว้ว่า การทำชิ้นส่วนอากาศยานจะต้องเป็นคนไทยทำเกิน 50% เท่านั้น แม้แต่น็อตตัวเล็กๆ ก็ตาม ซึ่งในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่มีมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถทำตามกฎหมายที่วางไว้ได้
นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ภาพไม่แตกต่างจากตลาดทุนที่มีบางกฎหมายไม่ตอบโจทย์ในยุคสมัยใหม่แล้ว โดยหากสามารถยกเลิกกฎหมายที่ไม่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจในตลาดทุนไทยยุคปัจจุบันนี้ โดยมีข้อมูลว่าผลจากการปรับปรุงและยกเลิกกฎหมาย หรือกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น และเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจในต่างประเทศ สามารถช่วยบริษัทจดทะเบียน ประหยัดต้นทุนกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี เพราะไม่บังคับให้ต้องโฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น สามารถจัดประชุมแบบออนไลน์ได้ ไม่ได้กำหนดให้ต้องเป็นการเจอหน้ากันในห้องประชุมเท่านั้น

“การดำเนินงานเพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบและกฎหมายต่างๆ ล้วนมีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนแฝงของผู้ประกอบธุรกิจ กฎระเบียบ และกฎหมายที่ไม่จำเป็นหรือล้าสมัย ย่อมส่งผลกระทบถึงการประกอบธุรกิจและการทำธุรกรรมในตลาดทุนของนักลงทุน รวมถึงยังเป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขัน โดยเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ ที่จะปลดล็อกพันธนาการที่เป็นภาระของตลาดทุนและผู้ลงทุน ทำให้ตลาดทุนเป็นแหล่งการออม การลงทุน และการะดมทุนที่มีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันและเติบโต ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไทยในระยะยาว” นายกอบศักดิ์กล่าว

