‘ทีทีบี’ คาดท่องเที่ยว-บริโภคภาคเอกชนหนุนจีดีพีโต 3.4% หวั่นส่งออกติดลบ ฉุดเศรษฐกิจหดตัว
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม นายนริศ สถาผลเดชา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ได้วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจากปัญหาเงินเฟ้อสูงต่อเนื่องกระทบการค้าโลก ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2566 ขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.4% จากการเปิดประเทศของจีนช่วยหนุนการท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวเร็ว จึงได้ปรับเพิ่มประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติมาที่ 29.5 ล้านคน จาก 22.5 ล้านคน
นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวที่ 3.9% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 1.2% ขณะที่การลงทุนภาครัฐ ขยายตัวที่ 3% อย่างไรก็ตามความเสี่ยงหลักในปีนี้เป็นการส่งออกสินค้าไทยมีโอกาสหดตัว และภาวะหนี้ครัวเรือนสูงโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ
นายนริศ กล่าวว่า สำหรับความเสี่ยงการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าฝั่งยุโรป สหรัฐ จึงประเมินตัวเลขการส่งออกสินค้าในปี 2566 จะหดตัวที่ 0.5% ขณะที่ตัวเลขการนำเข้าคาดว่าอยู่ที่ 1% ชะลอตัวจากปีก่อนที่ขยายตัว 13.6% นอกจากนี้ได้คาดการณ์ผลกระทบของภาคส่งออกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี)
โดยจากการตั้งสมมุติฐานหากการส่งออกปีนี้ติดลบ 0.5% จีดีพีขยายตัวที่ 3.4% แต่หากกรณีการส่งออกหดตัวติดลบ 1% จีดีพีจะอยู่ที่ 3.1% และกรณีเลวร้ายการส่งออกติดลบ 3% จีดีพีจะอยู่ที่ 1.9% ในทางกลับกัน หากภาคส่งออกได้รับแรงหนุนกลับมาเป็นบวก 0.5% จีดีพีจะอยู่ที่ 4.0% และหากการส่งออกโต 1% การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 4.3%
“ส่วนความไม่แน่นอนทางการเมืองนั้นไม่มีผลต่อจีดีพี เนื่องจากการลงทุนภาครัฐ คิดเป็น 5% ของจีดีพีเท่านั้น ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนคิดเป็น 15% ของจีดีพี ซึ่งทางธนาคารให้ความสำคัญกับการนำเข้า และส่งออกมากกว่าการเมือง” นายนริศ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญต้องติดตาม คือ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเติบโตค่อนข้างเร็ว เมื่อทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบางที่ยังจำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อพยุงระดับการบริโภคและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับประกอบธุรกิจครัวเรือน

อีกทั้งมาตรการดูแลลูกหนี้ทั้งในส่วนของประชาชนและภาคธุรกิจที่กำลังทยอยหมดลงนับแต่เดือนเมษายนจนถึงสิ้นปี 2566 นี้ อาจเป็นปัจจัยกดดันให้ลูกหนี้ที่เปราะบางจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือต่อไป
ขณะเดียวกัน สำหรับประเด็นเรื่องการเลือกตั้งก็มีข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายทางเศรษฐกิจที่สำคัญในปีนี้ คือ 1.การมองหาตลาดส่งออกสินค้าที่ยังมีศักยภาพเติบโตได้ต่อเนื่องท่ามกลางโลกที่ท้าทาย อาทิ กลุ่มตะวันออกกลาง อินเดียและกลุ่มอาเซียน ฯลฯ
2.มาตรการบรรเทาค่าครองชีพแก่กลุ่มครัวเรือนและดูแลกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่เปราะบาง อาทิ มาตรการลดค่าครองชีพในหมวดสินค้าจำเป็น มาตรการช่วยเหลือค่าน้ำค่าไฟฟ้า มาตรการช่วยผ่อนคลายต้นทุนของธุรกิจ SMEs และ 3.มาตรการทางการเงินและสินเชื่อจากภาคสถาบันการเงินเพื่อดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางเป็นรายกรณี เป็นต้น
นายนริศ กล่าวว่า สำหรับระบบธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันยังมีความแข็งแกร่งทั้งในด้านฐานเงินฝากที่มีคุณภาพ และสินทรัพย์สภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง ด้านเงินกองทุนและเงินสำรองอยู่ในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CET1) อัตราส่วนเงินสำรองที่มีอยู่ต่อ NPL (NPL Coverage ratio) อยู่ในระดับที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ในขณะที่สัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ของไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2565
“ปัญหาธนาคารล้มละลายยังไม่ส่งผลกระทบต่อไทย เนื่องจากเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อีกทั้งไทยมีทุนสำรองที่อยู่ในระดับสูง”นายนริศ กล่าว


