“ปธ.มิตซูบิชิคอร์ป” ปลุกดีลเลอร์ไทยสู้ ลั่น “ไทรทัน” ใหม่มา ก.ค.-ลุยแข่งจีน
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ทาคาโอะ คาโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ในโอกาสเดินทางมา ณ บูธ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ที่ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี
ทาคาโอะ คาโตะ เปิดเผยกำหนดการของปิกอัพ ไทรทัน (Triton) รุ่นใหม่ ว่ามีแผนจะเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยเดินทางมาที่งานมอเตอร์โชว์ที่ไทย เพื่อเปิดตัวรถ Concept Car ของกระบะไทรทันใหม่ และต้องการสื่อสารกับตัวแทนจำหน่าย โดยจะมีการจัดประชุม ดีลเลอร์เพื่อการสื่อสาร

โดย ทาคาโอะ ยังได้เผยเผยถึง โมเดลพัฒนา ที่รองรับการใช้งานแบบ รถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือบีอีวี (BEV) ว่า ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาในการพัฒนารถกระบะแบบ BEV อยู่ เพราะมองเห็นถึงความเป็นกลางทางคาร์บอน บริษัทจึงวางแผนพัฒนารถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมออกสู่ตลาดให้มากขึ้น ซึ่งในกรณีของประเทศไทย ก็ถือว่าเป็นตลาดที่มีความสำคัญ จึงอยากพัฒนารถรุ่นนี้ออกมารองรับตลาด และในเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็มองว่า EV จะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม รถ Mitsubishi Triton ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็ยังสามารถที่จะขับขี่ได้อย่างสนุกสนาน ทรงพลัง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“ในครั้งนี้เราต้องการจะสื่อสารกับ Dealer เพราะเราจะมีการเปิดตัว Triton รุ่นใหม่ ว่าเป็น Product ที่ดีเยี่ยม และอยากให้ตัวแทนจำหน่ายขายรถได้เยอะๆ นอกจากนั้น เราก็จะพูดคุยหารือแลกเปลี่ยนกับทาง Dealer ว่าในอนาคตจะเป็น Hybrid หรือ Plug-in Hybrid หรือว่าแบตเตอรี่ EV ดี”

ไทย ตลาดสำคัญ
“ในส่วนของประเทศไทยที่ผ่านมา พยายามจะเน้นในเรื่องของคุณภาพของการขายให้ดีขึ้น ซึ่งก็คือเรื่องของความพึงพอใจของลูกค้า และเรื่องของ บริการหลังการขาย ที่จะต้องมีการบริการที่ดีขึ้น ที่จะส่งผลให้ราคาขายต่อ (Resale Value) ของรถ Mitsubishi Motors มีราคาที่สูงขึ้น ตรงนี้เราก็ประสบความสำเร็จแล้วส่วนหนึ่ง ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่เราจะป้อน Product ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดมากขึ้น ท่านประธานจึงมาด้วยตัวเอง เพื่อมาเป็นผู้สื่อสารว่าเราจะมีการกระตุ้นตลาดด้วยจำนวนรถรุ่นใหม่ๆที่จะออกมา และช่วงนี้เป็นช่วงกลยุทธ์ระยะที่ 2 ที่จะสร้างความพึงพอใจลูกค้า เน้นการบริการที่ดีขึ้น และเชื่อว่า Dealer จะช่วยให้ เพิ่มมูลค่าแบรนด์ ดีขึ้นได้”
นอกจากนี้ ทาคาโอะ ยังเปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อม มาตรฐาน EURO5 ที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2567 โดยว่า มีการเตรียมความพร้อมกันอยู่ ในส่วนของ Product ที่จะออกมา เรายังไม่เปิดเผยรายละเอียด ณ ขณะนี้ แต่จากนี้ต่อไปเกือบทุกปี เราจะมีการเปิดตัวรุ่นใหม่ แบบ Model change เพื่อที่จะให้ออกมาผ่านตามมาตรฐานต่างๆ ที่ประเทศไทยมีการกำหนดแน่นอน
“ในประเทศไทยถือว่าเป็นตลาดที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับทาง Mitsubishi Motors Corporation เพราะหลายปีที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนธุรกิจการส่งออก โดยนโยบายของภาครัฐมีส่วนช่วยทำให้เราสามารถที่จะขยายเศรษฐกิจของประเทศไทย และชื่อของ Mitsubishi Motors Corporation ก็เป็นที่รู้จักกับคนไทย เพราะฉะนั้น เราจึงต้องใส่ใจและสู้ในตลาดต่อไป ที่ผ่านมาอาจจะมี Model ใหม่ๆ ออกมาไม่ค่อยมากสักเท่าไร แต่ต่อจากนี้ไปเกือบทุกปี เราจะมีการออกรถรุ่นใหม่ๆ เข้ามาในตลาดอาเซียน ซึ่งรวมถึงตลาดประเทศไทยด้วย นอกจากนั้นรัฐบาลไทย ยังมีนโยบายสนับสนุนรถ BEV ออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมองว่าคงจะต้องมีการพัฒนา Product ออกมาเพื่อรองรับนโยบายของภาครัฐต่อไปเราต้องการที่จะยกระดับบทบาทของเราในตลาดประเทศไทย ไม่ให้แพ้ผู้ผลิตจากประเทศจีนที่กำลังเข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น”

เครื่องยนต์ ไทรทัน ใหม่
มิตซูบิชิ ไทรทัน เป็นรถรุ่นที่ขายดีที่สุดของแบรนด์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งผลิตจากโรงงานแหลมฉบังในประเทศไทย เพื่อส่งออกไปยังกว่า 150 ประเทศทั่วโลก จึงนับเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของบริษัทฯ
โดยรถมิตซูบิชิไทรทัน รุ่นใหม่ จะเป็นรถกระบะขนาดกลางเจนเนอเรชั่นที่ 6 ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่ทั้งคันเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี โดยหลังจากที่เปิดตัวในประเทศไทยภายในปีงบประมาณ 2566 แล้ว จะมีการเปิดตัวรถรุ่นนี้ในภูมิภาคอาเซียน โอเชียเนีย และตลาดอื่นๆ ทั่วโลกเป็นลำดับ
ทาคาโอะ ระบุถึงเครื่องยนต์ของไทรทันใหม่ ว่า ในส่วนของ Engine เป็นเครื่องยนต์ใหม่ Platform ก็ใหม่เช่นกัน ซึ่งพัฒนาโดยมิตซูบิชิ มอเตอร์ส แต่ในส่วนของ Frame เรายังไม่สามารถให้รายละเอียดในตอนนี้ได้ แต่เราได้มีการพัฒนาสำหรับตัวเครื่องยนต์ขึ้นมาใหม่ รวมไปถึงตัว Platform เพื่อที่จะรองรับกับการพัฒนารถรุ่นใหม่ แน่นอนว่าเราจะมีการเปิดตัวรถ Triton รุ่นใหม่ในตลาดอื่นๆ รวมถึงตลาด Malaysia ด้วย แต่ขอสงวนสิทธิยังไม่บอกว่าเป็นช่วงไหน
“ในส่วนของรถ BEV มีแผนพัฒนาจะเปิดตัว แต่ว่าต้องสงวนสิทธิ์ไม่บอกว่าเมื่อไร แต่เราจะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะเปิดตัวให้ได้ภายใน 5 ปี โดยต้องรอโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยด้วยว่าสามารถที่จะรองรับกับจำนวนที่จะออกมาได้มากน้อยหรือเปล่า”

ใช้ดีไซน์ แข่งรถตลาดจีน
ทาคาโอะ ระบุถึงการแข่งขันกับรถยนต์จากตลาดจีน โดยว่า สำหรับผู้ผลิตชาวจีน จะเห็นว่ารถของเขามี Design ที่ล้ำยุคมากขึ้น และเรื่องของคุณภาพทางจีนก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ในการที่จะแข่งขันกับผู้ผลิตจากประเทศจีน คิดว่าเรื่องของ Design นั้น เราน่าจะมีโอกาสพัฒนารถของเราให้มี Design ที่ชัดเจนโดดเด่นเหนือแบรนด์จีนได้ แบบที่มองแล้วรู้เลยว่าเป็น Mitsubishi Motors
“ในส่วนของเรื่องโครงสร้างภาษี เรามีหลากหลายภาษีที่เกี่ยวกับรถยนต์ เช่น โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ ก็จะมีการประกาศใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2569 ในส่วนของรถที่เราจะมีการเปิดตัวในประเทศไทย คงจะเป็นการผสมผสานความโดดเด่นของการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ากับตัวเครื่องยนต์ ซึ่งเราทำได้ดีอยู่แล้ว และเราก็คงจะอาศัยนโยบายจากภาครัฐในการที่จะเข้ามาผลักดันแพลนในการทำธุรกิจของเราต่อไป/ในเรื่อง 3-5 ปี ก็ขอตอบตามแผน 3 ปีของเราที่มีการระบุออกมาแล้วว่า ที่ผ่านมาเราได้มีการให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการขายของเรามาโดยตลอด แต่ต่อไปเราจะเน้นเรื่องของปริมาณการขาย การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้เรามีบทบาทสำคัญในตลาดประเทศไทยมากขึ้นต่อไป โดยเฉพาะวันนี้ที่เราได้มีการเปิดตัว Concept car ของรถกระบะไทรทัน”
“อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการผลิตในประเทศไทย ที่ถือว่าเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ และเมื่อปีที่แล้วได้มีการลงทุนในการสร้างโรงคั่วสีแห่งใหม่ขึ้นมา ถือเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างมากที่สุดในกระบวนการการผลิตรถยนต์ นอกจากนั้น เราได้มีการเตรียมตัวผลิตรถกระบะรุ่นใหม่ออกมา ที่จะต้องมีการลงทุนเรื่องระบบอัตโนมัติเพิ่มมากขึ้น เราเน้นเรื่อง Quality ที่จะต้องดีมากขึ้น และเราจะลดการปล่อย Carbon ออกมาด้วย สรุปได้ว่าประเทศไทยมีความสำคัญมากทั้งในเรื่องของการจำหน่าย การผลิต รวมไปถึงการส่งออก” ทาคาโอะ ระบุ

แผนหลักของ “ชาเลนจ์ 2025” (Challenge 2025) ในการดำเนินธุรกิจในอนาคต ประกอบด้วย
– มุ่งสู่เป้าหมายยอดจำหน่ายรถยนต์ที่ 1.1 ล้านคัน และผลกำไรจากการปฏิบัติงาน 2.2 แสนล้านเยน หรือประมาณ 5.7 หมื่นล้านบาท (อัตราส่วนกำไรจากการปฏิบัติงานร้อยละ 7)
– ให้ความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากรเพื่อการดำเนินงานในภูมิภาคอาเซียน/โอเชียเนีย ควบคู่ไปกับการเพิ่มยอดขาย ส่วนแบ่งตลาด และรายได้
– เปิดตัวรถยนต์ 16 รุ่น ภายใน 5 ปีข้างหน้า [รวมถึงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (xEV) 9 รุ่น]
– ขยายการลงทุนเพิ่มประมาณร้อยละ 30 ภายใน 6 ปีข้างหน้า จนถึงปี 2571 ด้านการวิจัยและพัฒนา และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (คาดว่าการจัดสรรการลงทุนด้านระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ไอที และธุรกิจใหม่จะมีอัตราส่วนประมาณร้อยละ 70 ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 เป็นต้นไป)
– ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก เพื่อช่วยขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
– ลงทุนมูลค่า 2.1 แสนล้านเยน หรือประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อจัดหาแบตเตอรี่รวมทั้งหมด 15 กิกะวัตต์ชั่วโมง
– กระชับความสัมพันธ์กับบริษัทพันธมิตร (การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมกัน และอื่นๆ)
– สร้างความท้าทายในธุรกิจใหม่ ด้วยการใช้สินทรัพย์ที่มีความพิเศษเฉพาะสำหรับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ (การจัดการพลังงาน การนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ การจำหน่ายข้อมูล และอื่นๆ)


