อสังหาฯ 2 เดือนแรกแนวราบมาแรง “กทม.-ปริมณฑล” เปิดเพิ่ม 57% แต่มูลค่าสูงลิ่วเกือบ100% แต่อัตราการขายยังอยู่ระดับต่ำที่ 5%
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม นายประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด บริษัทด้านวิจัยและพัฒนาในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เปิดเผยว่า การเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2566 ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล มีจำนวนทั้งสิ้น 50 โครงการ รวม 12,930 หน่วย ลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีมูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 47,877 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 3% มูลค่าที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดมีมูลค่าสูงรวมกัน 26,598 ล้านบาท และตลาดบ้านพักอาศัยมีอัตราการเปิดตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าอาคารชุด
นายประพันธ์ศักดิ์กล่าวว่า โครงการที่เปิดตัวใหม่ดังกล่าวประกอบด้วย คอนโดมิเนียมใหม่ 16 โครงการ จำนวน 7,997 หน่วย ลดลง 37% มูลค่า 17,580 ล้านบาท ลดลง 42% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราขายเฉลี่ยอยู่ที่ 20% ในขณะที่เป็นการเปิดตัวโครงการบ้านพักอาศัย จำนวน 34 โครงการ จำนวน 4,933 หน่วย เพิ่มขึ้น 57% มูลค่า 30,297 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2565 และมีอัตราขายเฉลี่ยอยู่ที่ 5%

นายประพันธ์ศักดิ์กล่าวว่า โดยที่ทาวน์เฮาส์ ช่วงราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท มีจำนวนหน่วยเปิดตัวสูงที่สุดของบ้านพักอาศัยประเภท ทาวน์เฮาส์ อัตราขายได้เฉลี่ย 4% เปิดตัวในทุกทำเลรอบกรุงเทพฯ เช่น รังสิต นวนคร เพชรเกษม และ บางพลี-เทพารักษ์ ส่วนของบ้านแฝด ช่วงราคา 3-6 ล้านบาท มีจำนวนหน่วยเปิดตัวสูงสุดในบ้านพักอาศัยประเภทบ้านแฝด อัตราขายได้เฉลี่ย 5% เปิดตัวในทำเล บางใหญ่-กาญจนาภิเษก และ ประชาอุทิศ-พุทธบูชา
สำหรับตลาดบ้านเดี่ยวพบว่ามีการเปิดตัวโครงการใหม่ระดับ 5-10 ล้านบาท มีอัตราขายได้เฉลี่ย 5% เปิดตัวสะสมในทำเล บางใหญ่-กาญจนาภิเษก และ ลาดกระบัง เช่นเดียวกับโครงการบ้านระดับพรีเมี่ยม มีจำนวน 16 โครงการ มูลค่ารวม 12,353 ล้านบาท รูปแบบบ้านเดี่ยว คิดเป็นสัดส่วน 97% โดยระดับราคา 10-20 ล้านบาทโดยเปิดตัวมากที่สุดในทําเลรอบ กรุงเทพฯ รังสิต-วัชรพล พัฒนาการ และปิ่นเกล้า-ราชพฤกษ์

นายประพันธ์ศักดิ์กล่าวว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 2566 มีอัตราเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ต่ำสุดในรอบ 13 เดือน ลดลงมาอยู่ที่ 3.79% ซึ่งเป็นผลมาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง โดยกระทรวงพานิชย์คาดการณ์ปี 2566 อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 2-3% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.25- 0.5% จากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 เป็น 4.50-4.75% การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่น้อยละ 0.25% ในการประชุมครั้งต่อไป
ส่วนดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ยังคงปรับตัวสูงขึ้น 2.6% เทียบกับระยะเดียวกันของปี 2565 ผลจากต้นทุนแรงงาน ต้นทุนการผลิต และราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2566 มีปัจจัยบวกที่สามารถกระตุ้นภาคอสังหาฯ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ ปรับตัวสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยอยู่ที่ 52.5 ปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนมกราคม 2566 ที่มีดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 51.3 และดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) ยังคงสูงกว่า 50 ผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว
นอกจากนีี้มูลค่าการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ปี 2565 มีมูลค่าสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยการปล่อยสินเชื่อบ้านพักอาศัยมีสัดส่วนสูงสุดคิดเป็นสัดส่วน 73.9% เมื่อเทียบกับมูลค่าการปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งหมดของปี 2565 ส่งผลให้แนวโน้มการอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในปี2565 เมื่อเทียบกับปี 2563-2564 แต่ยังอยู่ในอัตราที่ตํ่า กระทบกับความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยในปี 2566 ขณะที่อัตราการอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยใหม่ในไตรมาส 4 ของปี 2565 มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 43.3% ดีขึ้นจากไตรมาส 3 ของปี 2565 ที่อยู่ที่ 40.3%

สิ่งที่น่าจับตามองในช่วงที่ผ่านมาในกรณีการล้มละลายของ Silicon Valley Bank ในประเทศสหรัฐอเมริกา อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยต้องเฝ้าระวังว่าจะส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวงกว้างและส่งผลเป็นลูกโซ่กับเศรษฐกิจโลกหรือไม่ ขณะที่ธปท. ยืนยันไม่กระทบกับสถาบันการเงินในประเทศ เนื่องจากมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Silicon Valley Bank ในปริมาณที่น้อยมาก ถึงจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ยังคงต้องติดตามผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่อาจจะกระทบกับภาคธุรกิจในช่วง 9 เดือนหลังของปี 2566


