เคาะค่าไฟบ้านงวดใหม่ 4.77 บาท รง.เฮลด56 สตางค์ 500 นักธุรกิจจีนบินถกเวทีไทย
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 22 มีนาคม นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ประชุม กกพ.เมื่อวันที่ 22 มีนาคม มีมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นค่าเอฟที และพิจารณากรณีศึกษาการปรับค่าเอฟทีขายปลีก สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 หลังเปิดรับฟังความคิดเห็น 3 แนวทาง เมื่อวันที่ 10-20 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติเห็นชอบค่าเอฟทีเป็นอัตราเดียวกันสำหรับบ้านที่อยู่อาศัยและผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ เท่ากับ 98.27 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย อัตราดังกล่าวเป็นแนวทางที่ประชาชนผู้แสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์ กกพ.ต้องการมากที่สุด 30% ที่ผ่านมา กกพ.เสนอทางเลือกค่าไฟงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 ออกเป็น 3 แนวทาง ประกอบด้วย
กรณีที่ 1 ค่าเอฟทีเรียกเก็บ 293.60 สตางค์ต่อหน่วย คิดเป็นอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวม 6.72 บาทต่อหน่วย กรณีนี้มีผู้เห็นด้วย 15% กรณีที่ 2 ค่าเอฟทีเรียกเก็บ 105.25 สตางค์ต่อหน่วย คิดเป็นอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวม 4.84 บาทต่อหน่วย มีผู้เห็นด้วย 10% และกรณีที่ 3 ค่าเอฟทีเรียกเก็บ 98.27 สตางค์ต่อหน่วย คิดเป็นอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวม 4.77 บาทต่อหน่วย มีผู้เห็นด้วย 30% ในการพิจารณาค่าเอฟทีงวดใหม่นี้เป็นการประมาณการค่าใช้จ่ายจะเกิดขึ้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลจริงเฉลี่ยในเดือนมกราคม 2566 หากการดำเนินการจริงมีการเปลี่ยนแปลงไปจากค่าประมาณการดังกล่าว กกพ.จะนำส่วนต่างค่าใช้จ่ายมาปรับปรุงการคิดค่าเอฟทีในรอบต่อๆ ไป ตามหลักเกณฑ์การคำนวณค่าเอฟที
ทั้งนี้ ค่าไฟงวดปัจจุบันสำหรับบ้านเรือนอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย เท่ากับค่าไฟใหม่เพิ่มมา 5 สต. ส่วนค่าไฟภาคธุรกิจงวดปัจจุบันอยู่ที่ 5.33 บาทต่อหน่วย ก็จะเหลืออยู่ที่ 4.77 บาท ลดลง 56 สต.
ด้าน นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน เปิดเผยว่า หอการค้าฯได้ร่วมมือกับพันธมิตรเตรียมจัดประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก (World Chinese Entrepreneurs Convention – WCEC) ครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเปิดเวทีให้นักธุรกิจได้พบปะและเจรจาทางธุรกิจร่วมกัน สร้างโอกาสใหม่หลังวิกฤตโควิด เชื่อว่าการจัดงานประชุมครั้งนี้จะมีนักธุรกิจชาวจีนจากทั่วโลกเข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 2,000 คน มีผู้ติดตามหรือครอบครัวเข้ามาด้วยกว่า 4,000 คน รวมถึงนักธุรกิจชาวจีนและชาวจีนที่อาศัยในไทยเข้าร่วมงานอีกประมาณ 1,000 คน ขณะนี้ยืนยันเข้าร่วมงานประชุมบ้างแล้ว ได้แก่ นักธุรกิจจีนในญี่ปุ่น 200 คน สิงคโปร์ 100 คน ฮ่องกง 100 คน มาเลเซียมากกว่า 100 คน รวมถึงกว่า 500 คนแล้ว ยังมียุโรป อาทิ สหรัฐ มีประมาณ 10-20 คน และดูไบ ที่มีองค์กรธุรกิจจีนกว่า 20 องค์กรกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยืนยันว่าจะเข้าร่วมการประชุมด้วย
“เราประเมินเม็ดเงินสะพัดในช่วงเพียง 3 วันที่จัดงานประชุมนั้น ไม่ต่ำกว่า 400-500 ล้านบาท เพราะขณะนี้มีนักธุรกิจจีนจากจำนวน 40-50 ประเทศให้ความสนใจในการเข้าร่วมการประชุมที่ไทยครั้งนี้แน่นอน การจัดงานประชุมใหญ่ในไทยครั้งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นต่อสายตานักธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการประชุมที่มีความเป็นสากล โดยเฉพาะสถานที่จัดการประชุมมองว่าดีที่สุดในอาเซียนแน่นอน เรายังได้อานิสงส์ในการท่องเที่ยวด้วย เพราะนักธุรกิจเข้ามาจะมีผู้ติดตามเข้ามาด้วย หรือมาพร้อมครอบครัว ทำให้คงไม่เข้ามาประชุมแค่ 3 วัน แต่น่าจะเดินทางท่องเที่ยวในประเทศหลังประชุมจบด้วย ไทยจะได้อานิสงส์เชิงบวกจากตรงนี้อีกเยอะมาก” นายณรงค์ศักดิ์กล่าว
นายณรงค์ศักดิ์กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก (World Chinese Entrepreneurs Convention – WCEC) ครั้งที่ 16 ระหว่างการบินไทยและหอการค้าไทย-จีน ถือเป็นหนึ่งในความคืบหน้าการเตรียมพร้อม ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหอการค้าจีน-ฮ่องกง และหอการค้าจีน-สิงคโปร์ เข้ามาสำรวจความความเรียบร้อยการจัดงาน ได้รับเสียงตอบกลับมาตอนเห็นสถานที่จัดงานคือ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีความทึ่งมาก คิดไม่ถึงว่าจะมีขนาดใหญ่มากขนาดนี้ รวมถึงนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ก็เดินทางเข้ามาที่จัดงานนี้แล้ว ผ่านการเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค 2022) เราผ่านมาตรฐานการจัดประชุมทุกอย่างแล้ว เชื่อมั่นว่านักธุรกิจจีนเข้ามาต้องเซอร์ไพรส์แน่นอน

