หน้าแรก เศรษฐกิจ กสิกรไทย ชี้ว...

กสิกรไทย ชี้วิกฤตแบงก์โลกยืดเยื้อ ฉุดเศรษฐกิจโตต่ำ ทุบ ส่งออกปี’66 ติดลบ 1.2%

23.03.23 | 13:57 น.

“กสิกรไทย” ชี้วิกฤตแบงก์โลกยืดเยื้อ ฉุดเศรษฐกิจโตต่ำ ทุบ ส่งออกปี’66 ติดลบ 1.2%


ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดมุมมองทิศทางเศรษฐกิจ คงประมาณการจีดีพีปี 2566 ที่ 3.7% ขณะที่ปรับลดตัวเลขส่งออกลงจากเดิมที่ตดลบ 0.5% มาที่ติดลบ 1.2% ด้านการท่องเที่ยวขยับดีขึ้น ตามสถานการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี ประเมินวิกฤตธนาคารชาติตะวันตกต่อไทยอยู่ในกรอบจำกัด

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า จากข้อมูลที่ปรากฏ ณ ขณะนี้ วิกฤตธนาคารขนาดกลางและเล็กของสหรัฐคงจะยืดเยื้อ เนื่องจากตราบใดที่ธนาคารที่ถูกจับตามองยังไม่ได้แก้ไขปัญหางบดุล อาทิ การกระจุกตัวของเงินฝาก หรือการบริหารความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ย ก็จะยังทำให้ผู้ฝากเงินขาดความมั่นใจ

นอกจากนี้ การที่ทางการสหรัฐมีเจตนาที่จะแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้เงินภาษีของประชาชน ทำให้การตัดสินใจอาจใช้เวลา อีกทั้งธนาคารที่จะเข้ามาซื้อกิจการในธนาคารที่ประสบปัญหา คงใช้เวลาในการตัดสินใจเช่นกัน สุดท้ายแล้ว ธนาคารที่เป็นประเด็นก็อาจหลีกเลี่ยงการปิดตัวลงได้ยาก

Advertisement

“อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการที่ธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางชาติอื่นๆ เข้าดูแลสภาพคล่องของระบบอย่างรวดเร็ว น่าจะช่วยยับยั้งสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการเงินโลกได้”นางสาวธัญญลักษณ์ กล่าว

ทั้งนี้ ปัญหาธนาคารสหรัฐที่เกิดครั้งนี้ แตกต่างจากวิกฤตซับไพร์ม (Subprime) โดยวิกฤตครั้งนี้เกิดขึ้นกับธนาคารไซส์เล็กกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของงบดุลที่ไม่สมดุลของธนาคารนั้น และการผ่อนเกณฑ์ในบางจุด อาทิ การทำ stress test ของธนาคารไซส์กลาง-เล็ก ขณะที่ช่วงวิกฤตซับไพร์มเกิดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สินเชื่อบ้าน และตราสารที่ไปพันกับสินเชื่อบ้าน ซึ่งในครั้งนั้นทำให้มีธนาคารปิดไปถึง 175 แห่ง

และมองว่าปัญหาในครั้งนี้จะยังมีความยืดเยื้ออยู่ระดับหนึ่งเนื่องจากยังมีธนาคารที่ยังมีฐานะไม่แข็งแกร่งอยู่ อาทิ สถานะดารเงิน-เงินกองทุน รายได้สุทธิติดลบ โดยมีรายงานธนาคารที่มีรายได้สุทธิติดลบในกลุ่มไซส์กลางๆประมาณ 6% ดังนั้น จึงยังไม่จบ แต่จะไม่รุนแรงแบบซับไพร์ม

ทั้งนี้ ระยะถัดไป ประเด็นติดตามอยู่ที่ทางการสหรัฐจะปรับปรุงกฎหมายการกำกับดูแลภาคธนาคารสหรัฐให้เข้มงวดขึ้นสำหรับธนาคารขนาดกลางและเล็กหรือไม่ ซึ่งหากมีการดำเนินการได้จริงในทางปฏิบัติ ก็อาจทำให้ธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น กระทบผลประกอบการธนาคารกลุ่มดังกล่าวในระยะกลาง

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐนั้น คาดการณ์ว่าปัญหาภาคธนาคาร จะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐ ชะลอตัวลงมากกว่าเดิม และมีแนวโน้มสูงขึ้นที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยบางไตรมาสในช่วงครึ่งหลังของปี

ซึ่งภาพความกังวลข้างต้น สะท้อนผ่านโมเมนตัมการปรับดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในการประชุมครั้งล่าสุด (วันที่ 21-22 มีนาคม) ที่ผ่อนคันเร่งลงด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จากช่วงก่อนเกิดปัญหาภาคธนาคารสหรัฐ ที่ตลาดมองว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 0.50%

ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐที่มีแนวโน้มชะลอลงมากกว่าเดิมน่าจะมีผลกระทบต่อไทยผ่านช่องทางการค้า โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งศูนย์วิจัยฯ ปรับการขยายตัวอยู่ที่ติดลบ 1.2% จากเดิมติดลบ 0.5%

ขณะที่ แรงกดดันเงินเฟ้อของไทยทยอยปรับตัวลดลง ตามทิศทางราคาพลังงานที่ลดลงตามการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลก ศูนย์วิจัยฯจึงปรับลดประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2566 ลงมาที่ 2.8% จากเดิมที่ 3.2%

อย่างไรก็ตาม ไทยมีปัจจัยบวกที่ช่วยต้านผลกระทบข้างต้น คือ ภาคการท่องเที่ยว ที่น่าจะเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปี 2566 ที่อาจสูงกว่าที่คาดไว้เดิมที่ 25.5 ล้านคน มาที่ 28.5 ล้านคน ทำให้ในภาพรวมแล้ว จึงยังคงประมาณการจีดีพีสำหรับทั้งปี 2566 ไว้ที่ 3.7% ทั้งนี้ ทิศทางเศรษฐกิจไทยยังเต็มไปด้วยปัจจัยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก จึงยังเป็นประเด็นที่ยังคงติดตามต่อไป

“ในรอบนี้ยังคงประมาณการจีดีพีที่ 3.7% แต่ถ้าถามว่าตัวเลขจะต่ำลงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยในต่างประเทศที่เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเสถียรภาพของธนาคารสหรัฐ-ยุโรป และปัญหาทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น”นางสาวณัฐพร กล่าว

ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มหดตัวเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส และในช่วงไตรมาส 2 ถือเป็นการถดถอยทางเทคนิค แต่ไม่รุนแรงถึงขั้นเป็นวิกฤต ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีทิศทางลดลงตามราคาพลังงาน และค่าไฟฟ้าที่ขึ้นน้อยกว่าโดยได้ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อมาที่ 2.8% จากเดิมที่ 3.2%

นางสาวณัฐพร กล่าวว่า ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น คงจะเคลื่อนไหวผันผวนค่อนข้างมากต่อเนื่องไปในไตรมาส 2 ท่ามกลางสถานการณ์ต่างประเทศยังไม่นิ่ง เพียงแต่จังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดที่ชะลอความแรงลง ทำให้เงินบาทมีโอกาสแกว่งตัวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้น

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคาดว่าจะปรับขึ้นได้อีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 29 มีนาคมนี้ และคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปีนี้ที่ 1.75% ขณะที่คาดการณ์เงินบาทปลายปีนี้ที่ 33.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

สำหรับผลกระทบของปัญหาธนาคารชาติตะวันตกต่อไทย อยู่ในกรอบจำกัด เพราะธนาคารไทยมีโครงสร้างงบดุลที่กระจายตัวดีกว่า อาทิ มีพอร์ตสินเชื่อที่ใหญ่กว่าเงินลงทุน พอร์ตสินเชื่อมีการกระจายตัวตามกลุ่มลูกค้ารายย่อย เอสเอ็มอี และรายใหญ่ รวมถึงมีเงินฝากที่ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงหรือลูกค้าธุรกิจองค์กร เหมือนดังกรณีธนาคารสหรัฐฯ ที่ประสบปัญหา

“นอกจากนี้ ธนาคารไทยยังมีสภาพคล่องและเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง แข่งขันได้ในระดับสากล ภายใต้การกำกับดูแลที่ใกล้ชิดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังอีกด้วย”นางสาวณัฐพร กล่าว