ไตรมาส 4 ต่างชาติโอนคอนโดพุ่ง 95.8% มูลค่าเฉียด 2 หมื่นล้าน ‘จีน’ ยืนหนึ่ง ‘พม่า’ มาแรง นิยมราคาไม่เกิน 3 ล้าน ห้องมือสอง ทำเล ‘กทม. -ชลบุรี’ ฮอต
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า สถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้คนต่างชาติทั่วประเทศ ในไตรมาส 4 ปี 2565 พบว่ามีจำนวน 3,780 หน่วย เพิ่ม 82.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงสุดในรอบ 16 ไตรมาส นับจากไตรมาส 1 ปี 2562 ส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์มีจำนวน 19,544 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส นับจากไตรมาส 1 ปี 2561
“จะแสดงให้เห็นได้ว่าตลาดห้องชุดคนต่างชาติในภาพรวมมีทิศทางที่น่าจะมีการฟื้นตัวขึ้นแล้ว และการซื้อห้องชุดของคนต่างชาติในช่วงก่อนหน้าได้มีการรับโอนกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีแรงซื้อใหม่จากชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ผู้ซื้อชาวจีน” นายวิชัยกล่าว
นายวิชัยกล่าวว่า ยังพบว่าสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้คนต่างชาติเป็นห้องชุดมือสองเพิ่มมากขึ้นทั้งจำนวนหน่วย มูลค่า และพื้นที่ โดยมีสัดส่วนการโอนเป็นห้องชุดใหม่ต่อห้องชุดมือสองเป็นอัตราส่วนร้อยละ 66.2 : 33.8
ขณะที่มูลค่าการโอนเป็นอัตราส่วน ร้อยละ 72.9 : 27.1 มีข้อสังเกตว่า คนต่างชาติมีความต้องการห้องชุดมือสองในทำเลพื้นที่ชั้นในหรือพื้นที่ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจของเมือง ในปัจจุบันมีอุปทานให้เลือกน้อยลงและราคาในทำเลเหล่านี้ต่ำกว่าโครงการเปิดใหม่ จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อจาก จีน รัสเซีย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส
นายวิชัยกล่าวว่า สำหรับระดับราคาที่ต่างชาตินิยมอยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีการโอน 1,812 หน่วย คิดเป็น 47.9% ของจำนวนหน่วยทั้งหมด รองลงมาราคา 3.01-5 ล้านบาท 968 หน่วย คิดเป็น 25.6% อีก 20.7% เป็นราคา 5.01-10 ล้านบาท โดยราคา 5.01-7.50 ล้านบาท มี 440 หน่วย คิดเป็น 11.6% มากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป มี 345 หน่วย คิดเป็น 9.1% และราคา 7.51-10 ล้านบาท มี 215 หน่วย คิดเป็น 5.7%
ทั้งนี้ พบว่าราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ชาวต่างชาติส่วนใหญ่นิยมโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน ส่วนขนาดเป็นที่นิยมเป็นขนาดพื้นที่ 31-60 ตารางเมตรหรือ 1-2 ห้องนอน มี 1,842 หน่วย คิดเป็น 48.7% และพื้นที่มากกว่า 100 ตารางเมตร หรือ 3 ห้องนอนขึ้นไป มีน้อยที่สุด 210 หน่วย คิดเป็น 5.6%
นายวิชัยกล่าวว่า จังหวัดที่หน่วยโอนสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ส่วนใหญ่จะอยู่ใน 2 จังหวัดแรก คือ กรุงเทพฯ 5,260 หน่วย คิดเป็น 45.5% และชลบุรี 3,567 หน่วย คิดเป็น 30.9% โดยทั้ง 2 จังหวัดมีสัดส่วนจำนวนหน่วยรวมกันสูงถึง 76.4% ของทั่วประเทศ ส่วนต่างชาติที่โอนมากสุด คือ ชาวจีน 5,707 หน่วย คิดเป็น 49.4% รองลงมา รัสเซีย 813 หน่วย สหรัฐอเมริกา 542 หน่วย สหราชอาณาจักร 393 หน่วย และฝรั่งเศส 351 หน่วย
นายวิชัยกล่าวว่า ในส่วนของมูลค่าการโอนนั้น ชาวจีนมีมูลค่าสูงสุด 29,038 ล้านบาท คิดเป็น 49% รองลงมารัสเซีย 2,682 ล้านบาท พม่า 2,551 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา 2,389 ล้านบาท และฝรั่งเศส 1,912 ล้านบาท
เป็นที่น่าสังเกตว่า ชาวพม่ามีมูลค่ารับโอนห้องชุดสะสมปี 2565 ติดลำดับ 1 ใน 5 นับตั้งแต่ไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ชาวจีนสัดส่วนการโอนได้ปรับลดลงเหลือประมาณ 50% จากที่ในปีช่วงก่อนหน้าอยู่ที่ประมาณ 55-60% คาดเป็นผลมาจาการดำเนินนโยบายซีโร่โควิดในประเทศจีน ทำให้การเดินทางของชาวจีนมีข้อจำกัด

“ยังพบว่าผู้รับโอนในกลุ่มรัสเซีย ยุโรป สหรัฐอเมริกาเริ่มเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน และเป็นที่น่าสนใจอย่างมากได้เห็นตัวเลขของหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน แม้ว่าจะมีหน่วยและมูลค่าการซื้อไม่มากนัก แต่กลับมีการโอนเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าอย่างมีนัยสำคัญ เช่น พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม รวมถึงมาเลเซีย ที่เข้ามาซื้อห้องชุดไทยอย่างต่อเนื่องแต่ไม่อาจทดแทนกลุ่มผู้ซื้อชาวจีนที่หายไปจากตลาดได้ ปรากฏการณ์เช่นนี้ เป็นอานิสงส์จากเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ คาดหากจีนเปิดประเทศ จะช่วยให้ตลาดอาคารชุดไทยสำหรับคนต่างชาติของไทยเติบโตได้อีกครั้งในปีหน้า” นายวิชัยกล่าว
นายวิชัยกล่าวว่า จากการประมวลภาพของการโอนห้องชุดต่างชาติทั้งหมด เห็นได้ว่าทั้งในมิติจำนวนหน่วย มูลค่า และพื้นที่ เริ่มฟื้นตัวกลับมาแล้วในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 แต่ยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด ซึ่งสะท้อนการซื้อขายส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และแสดงให้เห็นว่าการซื้อขายห้องชุดที่ผ่านมาสามารถโอนได้อย่างต่อเนื่อง และบางส่วนเป็นห้องชุดที่สร้างเสร็จแล้วเหลือขาย รวมถึงที่เป็นห้องชุดมือสองที่มีมากกว่า 30%
อย่างไรก็ตาม การซื้อขายห้องชุดใหม่ที่เปิดตัวใหม่ยังต้องพึ่งพาตลาดผู้ซื้อในประเทศเป็นหลัก แต่อาจจะมีปัจจัยบวกหากประเทศจีนมีการเปิดประเทศให้ชาวจีนมีการเดินทางระหว่างประเทศมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2566


