BDMS ชี้ธุรกิจเพื่อสุขภาพบูมต่อเนื่อง ‘เอเชีย’ ศักยภาพโดดเด่น ชิงที่ 1 จากยุโรปได้ไม่ยาก

23.03.23 | 16:42 น.
นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิกในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ

บีดีเอ็มเอส เผยธุรกิจสุขภาพขยายในปี’68 ถึง 7 ล้านล้านหรียญ ‘เอเชีย’ มีศักยภาพชิงเดสติเนชั่นท่องเที่ยวสุขภาพที่ 1 ของโลกได้

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิกในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวในงานสัมมนา “New Era Economy อนาคตใหม่ประเทศไทย” ในหัวข้อ “Health & Wellness ประตูบานใหม่เศรษฐกิจไทย” ว่า สถิติโลกพบว่ากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยปี 2563 อยู่ที่ 71% ปี 2564 อยู่ที่ 74% แต่คาดว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

นพ.ตนุพลกล่าวว่า ขณะที่ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในปี 2565 ถึง 77% ของจำนวนผู้เสียชีวิตในไทยถือว่าสูงมาก 3.8 แสนต่อปี เฉลี่ย 44 คนต่อชั่วโมง และอันดับหนึ่งที่น่าเป็นห่วงในไทยคือ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตด้วย ดังนั้น เสียชีวิตก็ว่าแย่แล้ว ไม่เสียชีวิตก็จะเหนื่อยอีก และอีกโรคที่น่ากลัวเป็นที่สุดคือ โรคอ้วน และไทยก็ขยับไปเป็นอันดับที่หนึ่งในอาเซียนที่มีคนเข้าสู่ภาวะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วนเยอะที่สุด

“กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังยังสัมพันธ์กับการเสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 ด้วย อาทิ โรคอ้วนเพิ่มโอกาสเสียชีวิตเมื่อเป็นโควิด 7 เท่า โรคเบาหวาน 3 เท่า โรคหลอดเลือดสมอง 3.9 เท่า โรคหลอดเลือดหัวใจ 2.9 เท่า ดังนั้น เรื่องสุขภาพนั้นสำคัญ ยิ่งมีงานวิจัยออกมาแบบนี้คนก็ใส่ใจมากขึ้น เพราะเราจะผอม หรือลดความดันในวันเดียวไม่ได้ เหมือนทำบุญที่จะทำที่เดียวเยอะๆ และเห็นผลไม่ได้ แต่ต้องทำสม่ำเสมอ และในอนาคตก็ไม่รู้จะมีโรคใหม่เกิดขึ้นอีกไหม” นพ.ตนุพลกล่าว

นพ.ตนุพลกล่าวว่า อีกเรื่องคือ สังคมผู้สูงอายุ ปี 2566 ไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) แล้วเรียบร้อย เพราะมีคนอายุเกิน 60 ปี มากกว่า 20% ของประชากรและในปี 2574-2575 ไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-aged society) คือจะมีคนอายุเกิน 60 ปี มากกว่า 28% ของประชากร ถือว่าเยอะมาก ขณะที่อัตราคนเกิดใหม่ในไทยก็น้อยลง ปี 2565 น้อยลง 9.5 หมื่นคน ในด้านของเทรนด์โลกก็เช่นกัน “จีน” ก็มีสัดส่วนประชากรอายุเกิน 60 ปี ในปี 2565 ที่ 19% แล้ว ขณะที่ “ญี่ปุ่น” ก็นำเข้าสู่งสังคมผู้สูงอายุไปนานแล้ว ดังนั้น เรื่องสังคมผู้สูงอายุก็เป็นปัญหาหลัก และก็ใหญ่แน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้

Advertisement

นพ.ตนุพลกล่าวอีกว่า สำหรับ เศรษฐกิจสุขภาพ หรือ Wellness Economy ในระดับโลกนั้น ในปี 2563 มูลค่าไปแตะที่ 4.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2564 อยู่ที่ 4.4 ล้านเหรียญสหรัฐ นำโดยกลุ่มธุรกิจ อันดับหนึ่ง การดูสุขภาพและความงาม และเวชศาสตร์ชะลอวัย (personal care, beauty, anti aging) อันดับสองคืออาหารเพื่อสุขภาพ (Healthy Eating) และอีกส่วนคือการออกกำลังกาย (Physical Activity) ที่เติบโตอย่างมากเช่นกัน

นพ.ตนุพลกล่าวว่า ในช่วงโควิด-19 มีกลุ่มธุรกิจที่เติบโตส่วนทางกับธุรกิจอื่นๆ ได้แก่ 1.อสังหาริมทรัพย์ เพื่อสุขภาพและเพื่อผู้สูงอายุ (Wellness Real Estate) เติบโตในปี 2564 ที่ 2.75 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัว 22.1% ต่อปี 2.ธุรกิจด้านสุขภาพจิต (Mental Wellness) เติบโตที่ 1.31 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 7.2% ต่อปี 3.ธุรกิจด้านสาธารณสุและการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ เติบโต 3.75 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 4.5% ต่อปี และ 4.กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารลดน้ำหนัก เติบโต 9.45 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นขยายตัว 3.6% ต่อปี

นพ.ตนุพลกล่าวว่า ส่วนที่ตกลงเยอะคือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งเป็นแชมป์เก่าของไทย โดยที่ตกลงไปเป็นเพราะการเดินทาง บินมาท่องเที่ยวระหว่างประเทศไม่ได้ หลังจากนี้ถ้าการเดินทางกลับมาได้ปกติคาดว่ากลุ่มธุรกิจเพื่อสุขภาพจะเติบโตในช่วงปี 2566 เป็นต้นไป จะกลับมาเติบโตได้ 9.9% ต่อปี และสาขาใหญ่สุดคือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่จะเติบโตเฉลี่ยทั่วโลก 20.9% ต่อปี

นพ.ตนุพลกล่าวด้วยว่า คาดการณ์ว่า ในปี 2567 มูลค่าธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะทะลุ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนในปี 2568 กลุ่มธุรกิจเพื่อสุขภาพจะเติบโตไปถึง 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แสดงให้เห็นว่า เป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่มาก ในส่วนของไทยก็เช่นกัน ก่อนโควิด-19 มูลค่ากลุ่มธุรกิจเพื่อสุขภาพอยู่ที่ 4.3 หมื่นล้านเหรียญ หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท และแชมป์ที่ไทยเดิมคือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แต่ช่วงโควิด-19 ที่เดินทางไม่ได้ ทำให้กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพขยับขึ้นมาแทน

“การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพคือการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน วางแผนท่องเที่ยวไม่เยอะ ให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โรงแรมที่ที่ดี ขอเสพเรื่องของประวัติศาสตร์จากไกด์ท่องถิ่น ซึ่งทำให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพได้เยอะขึ้น ร้านอาหารทั่วไปเองก็ขยับไปอยู่ในกลุ่มนี้ได้ โดยการระบุแคลอรี่ของอาหารที่ขาย มีปริมาณเครื่องปรุง โซเดียมเท่าไหร่ ต่อให้แคลอรี่เยอะก็ไม่ได้ทำให้คนกินลดลง เพราะขึ้นอยู่กับว่านักท่องเที่ยวมีนิสัยแบบไหน อาจจะเป็นชีทติ้ง (cheating day) ที่ปล่อยตัวเองอิสระกับการกินอาหารก็ได้ ซึ่งทุกคนก็มี” นพ.ตนุพลระบุ

นพ.ตนุพลระบุว่า ในช่วงโควิด-19 ที่ไทยมีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคนต่อปีนั้น ก็มีนักท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ 12.5 ล้านคน สร้างรายได้ 4.09 แสนล้านบาท และสร้างการจ้างงานกว่า 5.3 แสนคน เชื่อว่าไทยยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก และนักท่องเที่ยวด้านสุขภาพมีแนวโน้มจับจ่ายสูงถึงเฉลี่ย 6 หมื่นบาทต่อเที่ยว

“เรียกได้ว่านักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นกลุ่มที่จับจ่ายสร้างรายได้เข้าประเทศเยอะ แต่ใช้ทรัพยากรต่ำกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะท้าชิงตำแหน่งเดสติเนชั่นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากยุโรปที่ครองอันดับ 1 อยู่ได้ โดยจะต้องเสริมแกร่งและสร้างการรับรู้ด้านภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย การต้อนรับแบบไทย จุดเด่นด้านสุขภาพของอาหารไทย ร่วมกับการเป็นฮับด้านการแพทย์ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและสถานที่ท่องเที่ยว อย่างวัดวาอาราม ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ไทยพร้อมท้าชิงกับยุโรปได้” นพ.ตนุพลระบุ