“นอร์ทเทิร์น”ป้อนเชื้อเพลิงชีวมวลให้แอพคอน20ปีมูลค่ากว่า1.5หมื่นล.

9.12.16 | 14:40 น.

นายภัชริ นิจสิริภัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท นอร์ทเทิร์น รีนิวเอเบิ้ล เอนเนอร์จี้ จำกัด หรือเอ็นอาร์อี ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเชื้อเพลิงจากชีวมวล เปิดเผยว่า เทรนด์การผลิตกระแสไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลหรือพลังงานสะอาด อาทิ ถ่านอัดแท่ง ไม้สับ ทลายปาล์ม ในต่างประเทศมีอัตราเติบโตที่ก้าวกระโดด เนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเป็นการนำวัสดุธรรมชาติที่เหลือใช้จากการเกษตรกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะต้องนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ แต่ที่ผ่านมาไทยมีการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลไม่ถึง 5% เนื่องจากมีข้อจำกัดของนโยบายภาครัฐ การขาดแคลนแหล่งผลิต แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันรัฐบาลเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนมากขึ้น สนับสนุนให้ภาคเอกชนลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยรัฐบาลจะรับซื้อในอัตราพิเศษ คาดว่าในนาคตจะทำให้การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลเติบโตขึ้นได้ 10%


นายภัชริกล่าวว่า ในปี 2559 บริษัทตั้งเป้าขยายโรงงานผลิตเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่งในภาคใต้ เนื่องจากมีแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญ โดยจะเริ่มเดินสายผลิตได้ภายในกลางปี 2560 จากปัจจุบันที่มีโรงงานผลิตอยู่ 1 แห่งที่ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และคาดว่าภายในปี 2565 จะมีโรงงานผลิตประมาณ 5-6 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 100,000 ตันต่อเดือน จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิต 10,000 ตันต่อเดือน

นายสุธีร์ ฉุยฉาย กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ เพาเวอร์คอนเวนชั่น จำกัด หรือแอพคอน ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าและบริหารจัดการการผลิตพลังงานไฟฟ้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าชีวมวลประมาณ 50 แห่ง บางส่วนก็ทยอยปิดกิจการเนื่องจากติดปัญหาเรื่องการจัดการและการขาดแคลนแหล่งเชื้อเพลิง ดังนั้นบริษัทจึงเซ็นสัญญากับทางเอ็นอาร์อี ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเชื้อเพลิงจากชีวมวล โดยการเซ็นสัญญาซื้อเชื้อเพลิงชีวมวลในครั้งนี้จะแบ่งเป็น 2 เฟส เฟสละ 10 ปี หรือรวม 20 ปี มูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อรองรับกำลังการผลิตและการขยายตัวของโรงไฟฟ้าทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรกที่ทางแอพคอนเข้าไปซื้อและควบรวมกิจการ (เทคโอเวอร์)

นายสุธีร์กล่าวว่า ในปี 2560 บริษัทตั้งเป้าเข้าไปเทคโอเวอร์โรงไฟฟ้าชีวมวลอีกประมาณ 4-5 แห่งในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาธุรกิจ โดยการเซ็นสัญญากับเอ็นอาร์อีด้วยเช่นกัน เพื่อรองรับความต้องการการใช้ไฟฟ้าในประเทศ เพราะในปัจจุบันความต้องการใช้ไฟฟ้าของคนในประเทศอยู่ที่วันละ 25,000-28,000 เมกะวัตต์ และในอนาคตอีก 3-5 ปีจะปรับขึ้นไปถึงวันละ 30,000 เมกะวัตต์

Advertisement