หน้าแรก เศรษฐกิจ ธนาคารโลกชี้อ...

ธนาคารโลกชี้อีก 2 ปี คนจนในไทยและเอเชียตะวันออกจะลดลง-คนชั้นกลางเพิ่มขึ้น แนะรัฐลงทุนมีประสิทธิภาพสร้าง ศก.โตลดความยากจน

9.12.16 | 16:47 น.

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ธนาคารโลกได้ร่วมกับทีดีอาร์ไอ จัดเสวนาเรื่อง “แนวโน้มเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกและประเทศไทยในปี 2560” โดยนายสุเดียร์ เชตตี้ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก และแปซิฟิก กลุ่มธนาคารโลก กล่าวถึงแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกในปี 2560 ว่าในปี 2059-2561 หากไม่รวมเศรษฐกิจจีน การเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะเติบโตเร็วขึ้น ใกล้เคียง 6.1% ในปี 2561 แต่หากนับรวมจีนเศรษฐกิจภูมิภาคนี้จะชะลอลง อย่างไรก็ตามเอเชียตะวันออกยังโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่นๆ เว้นเอเชียใต้ที่เศรษฐกิจก็โดดเด่นจากอินเดีย โดยหากเศรษฐกิจภูมิภาคนี้โตต่อไปความยากจนจะลดลงส่วนอัตราเงินเฟ้อไม่เป็นปัญหา


นายสุเดียร์กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงนี้มีความไม่แน่นอน ทั้งการค้าระหว่างประเทศที่ลดลง มาตรการกีดกันการค้ามากขึ้น ความผันผวนตลาดการเงินเมื่อสหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงอีกอย่าง คือ การกู้ยืมของประเทศที่หนี้กระจุกตัวอยู่บางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่อาจจะนำไปสู่ฟองสบู่ ดังนั้น การลดความเปราะบางในภาวะเช่นนี้ คือ ใช้นโยบายทางการคลังแก้ปัญหาต่างๆ ควบคุมภาคการเงินอย่างดี และในภูมิภาคนี้ควรส่งเสริมปรับปรุงกฎระบียบทางการเงินการกู้ยืม มีการกำกับดูแลที่ดีและเหมาะสม มาตรการเฝ้าระวังกันพื้นที่ทางการคลังเอาไว้ ต้องใช้จ่ายในโครงการผลตอบแทนสูง เพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนภาครัฐ

นายสุเดียร์กล่าวอีกว่า ในภูมิภาคนี้ในเวลานี้จะหวังให้สหรัฐ ยุโรปเป็นผู้นำทางการค้าเพียงอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เป็นเวลาหาผู้นำการค้าในกลุ่มกันเอง ยังมีความตกลงการค้าอื่นๆ ที่นอกจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งสหรัฐรวมอยู่ในนี้ ยังมีความตกลงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ความตกลงการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก (เอฟทีเอเอพี) ซึ่งรวมจีนและหลายประเทศในทีพีพีที่ไม่รวมสหรัฐ ภูมิภาคนี้แสดงบทบาทผู้นำได้ผ่านอาเซียน ในนามประเทศไทย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ ก็ได้ ไม่ต้องรอสหรัฐ ยุโรปเป็นผู้นำการค้า นับเป็นวิธีกำหนดอนาคตตัวเอง แต่ไม่ลืมว่าเป็นส่วนหนึ่งเศรษฐกิจโลก เป็นการทำงานในเชิงรุกมากขึ้น

นางกิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการ ด้านการวิจัยและคำปรึกษาระหว่างประเทศ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ประมาณการว่าจีดีพีไทย ปี 2560 จะขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.2% จากปี 2559 ที่คาดว่าจะขยายตัว 3.0% โดยปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจให้เติบโต ได้แก่ ภาคการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้น และคาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกที่ 0.0-1.0% จากเศรษฐกิจสหรัฐและประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัวดี รวมทั้ง การบริโภคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัวได้เพิ่มขึ้น เพราะปีนี้กำลังซื้อได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง ราคาข้าวและสินค้าเกษตรตกต่ำ และขณะนี้อยู่ในช่วงการไว้อาลัยที่อาจจะส่งผลต่อการจับจ่ายให้ซบเซาลงได้ ทั้งนี้ การเบิกจ่ายและลงทุนภาครัฐ ซึ่งล่าสุดรัฐบาลมีการใช้งบกลางปี จะช่วยให้มีเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และจะส่งผลให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจและมีการลงทุนตามมา ส่วนการท่องเที่ยวคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะขยายตัว 5-6% จากปีนี้ที่ขยายตัว 10-11% เพราะเป็นการขยายตัวจากฐานใหญ่ โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปและเอเชียอื่นๆ ยังขยายตัว ส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจจะได้รับผลกระทบจากมาตรการปราบทัวร์ผิดกฎหมาย ที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีน 1-2 เดือนนี้ลดลงไปค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าปี 2560 น่าจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้

Advertisement

“ตลาดการเงินโลกปีหน้าจะค่อนข้างแปรปรวน สหรัฐฟื้นตัว ยุโรปและญี่ปุ่นยังทรงตัว ทำให้นโยบายการเงินของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดความผันผวนและความไม่แน่นอนที่จะยังอยู่ในระยะต่อไป นอกจากนี้ ต้องติดตามว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐและประเทศอื่นที่จะเพิ่มมากขึ้น อย่างใดก็ตามมองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยจะพิจารณาดอกเบี้ยตามภาวะเศรษฐกิจไทยและเงินเฟ้อ คาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.50% ไม่น่าจะเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามสหรัฐ” นางกิริฎา กล่าว

นายพิสิทธ์ พัวพันธ์ ผู้อํานวยการส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยช่วง 3 ไตรมาสแรก ปี 2559 ที่ผ่านมา ขยายตัวได้ 3.2% มีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนภาครัฐ ที่ขยายตัว 10.3% ภาคการท่องเที่ยว ในส่วนโรงแรมและร้านอาหารขยายตัวกว่า 14.8% ขณะที่การบริโภคเอกชนและการลงทุนเอกชนที่ขยายตัวต่ำที่ 0.8% และ 0.6% ตามลำดับ สำหรับปีนี้ทั้งปียังคาดจีดีพีจะขยายตัว 3.3% ส่วนในปี 2560 คาดว่าจีดีพีจะขยายตัว 3.4% จากการลงทุนภาครัฐที่มีการเบิกจ่ายต่อเนื่อง การบริโภคเอกชนที่ฟื้นตัวและการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าผลกระทบจากทัวร์ผิดกฎหมายผลกระทบน่าจะลดลงในปีหน้า และทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ