เวียนมาบรรจบ!! ‘ภัยแล้ง’ ซ้ำซากวนลูป รัฐงัดแผนสู้ มั่นใจเอาอยู่ แม้สุญญากาศ

27.03.23 | 12:20 น.
เวียนมาบรรจบ!! ‘ภัยแล้ง’ ซ้ำซากวนลูป รัฐงัดแผนสู้ มั่นใจเอาอยู่ แม้สุญญากาศ

ด้วยสภาพอากาศที่อุณหภูมิพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้หลายพื้นที่ในประเทศไทยเริ่มประสบกับปัญหาภัยแล้ง ไม่เพียงเท่านี้ ภัยจากพายุโซนร้อนยังสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งบ้านเรือนประชาชน พื้นที่เพาะปลูก รวมถึงสิ่งปลูกสร้างต่างๆ

จนปัจจุบันหลายหน่วยงานเริ่มออกมาตรการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติเหล่านี้แล้ว แต่จะสามารถรับมือและยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซากเหมือนหลายปีที่ผ่านมาได้หรือไม่นั้น ตรงนี้ต้องติดตามใกล้ชิดภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลรักษาการ!!

⦁ชป.มั่นใจรับมือภัยแล้งอยู่หมัด
ปี 2566 หน่วยงานกำกับดูแลเรื่องน้ำอย่าง กรมชลประทาน (ชป.) โดย ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ให้ข้อมูลว่า แผนการรับมือในช่วงฤดูแล้ง ยืนยันว่าในเขตพื้นที่ที่กรมเป็นผู้ดูแล หรือประมาณ 27 ล้านไร่ โอกาสที่จะเกิดภัยแล้งน้อยมาก และปริมาณน้ำในเขื่อน หรืออ่างเก็บน้ำของกรมยังอยู่ในแผนที่จัดสรรไว้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565-30 เมษายน 2566 มั่นใจว่าปริมาณน้ำเพียงพอเพราะปัจจุบันมีปริมาณน้ำทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็น 60% ของความจุอ่างฯทั่วประเทศ

จากจำนวนปริมาณน้ำดังกล่าว วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ กรมจะมีการสำรองน้ำใช้การในเขื่อนขนาดใหญ่ 35 แห่ง และขนาดกลาง 435 แห่ง ไม่น้อยกว่า 1.6 หมื่นล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำที่เตรียมสำรองไว้ใช้อีก 3 เดือน หรือเตรียมพร้อมสำหรับช่วงที่ฝนทิ้งช่วง หรือมาช้ากว่าที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้มั่นใจว่าปริมาณน้ำดังกล่าวเพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภคของประชาชนแน่นอน

⦁พร้อมช่วยเหลือพื้นที่นอกเขต
ส่วนเรื่องการช่วยเหลือพื้นที่นอกเขตชลประทานนั้น การที่จะเข้าไปช่วยเหลือเบื้องต้นต้องดูว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีแหล่งน้ำหรือไม่ เพราะฉะนั้น พื้นที่ไหนที่มีโอกาสเสี่ยงภัยแล้งหรืออยู่นอกเขตพื้นที่ชลประทาน กรมได้เตรียมรถสูบน้ำและเครื่องมือ เครื่องจักร เพื่อสูบน้ำไปช่วยเหลือเรื่องอุปโภคและบริโภค โดยเป็นการบูรณาการร่วมกับทางจังหวัด ภายใต้การกำกับดูแลของอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดต่อไป นอกจากนี้ ในพื้นที่นอกเขตชลประทานยังอยู่ในการดูแลของสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งปีนี้ได้ออก 10 มาตรการมาดูแลเรื่องภัยแล้ง แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ

Advertisement

ด้านที่ 1 น้ำต้นทุน ประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการเร่งเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำทุกประเภท การเฝ้าระวังเตรียมจัดหาแหล่งน้ำสำรองและปฏิบัติการเติมน้ำ อาทิ ฝนหลวง ปฏิบัติการเติมน้ำใต้ดิน

ด้านที่ 2 ความต้องการใช้น้ำ ประกอบด้วย 4 มาตรการ ได้แก่ กำหนดแผนจัดสรรน้ำและพื้นที่เพาะปลูกพืชในหน้าแล้ง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคเกษตร การเตรียมน้ำสำรองสำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำที่จะรับน้ำได้ การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก สายรอง รวมถึงแหล่งรับน้ำต่างๆ จากภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตรและชุมชนต่างๆ

ด้านที่ 3 การบริหารจัดการ ประกอบด้วย 3 มาตรการ ได้แก่ การเสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการน้ำของแต่ละชุมชน สร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์เรื่องสถานการณ์และแผนการบริหารจัดการน้ำ ติดตามประเมินการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงาน เพราะฉะนั้นจากแผนที่กล่าวมาทั้งหมด จึงมั่นใจว่าอีกประมาณ 1 เดือนเศษ ก่อนที่จะสิ้นสุดฤดูแล้ง มีปริมาณน้ำเพียงพอ และมีโอกาสน้อยที่จะเกิดภัยแล้ง

สำหรับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดี ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกัน 49,923 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 65% ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 25,982 ล้าน ลบ.ม.

เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 15,398 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 62% ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้ 8,702 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ดี

⦁ยันภาคอุตสาหกรรมไม่ขาดน้ำ
ปัจจุบัน มีการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2565/66 ทั้งประเทศไปแล้ว 19,530 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 71% ของแผน จากแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 27,685 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 7,058 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 78% ของแผน จากแผนจัดสรรน้ำลุ่มเจ้าพระยา 9,100 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำแม่กลอง จัดสรรน้ำไปแล้ว 2,203 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 41% จากแผน 5,500 ล้าน ลบ.ม.

ด้านผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ทั้งประเทศมีการเพาะปลูกไปแล้ว 9.96 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 96% จากแผน 10.42 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกไปแล้วประมาณ 6.31 ล้านไร่ คิดเป็น 95% จากแผน 6.64 ล้านไร่ และเฉพาะลุ่มน้ำแม่กลอง เพาะปลูกไปแล้วประมาณ 6.1 แสนไร่ คิดเป็น 73% จากแผน 8.4 แสนไร่

ยืนยันว่าในเรื่องของการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งของกรม อันดับที่ 1.คือในส่วนของน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภค 2.การรักษาระบบนิเวศ เกี่ยวกับคุณภาพน้ำต่างๆ 3.การสำรองน้ำ สำหรับใช้ในช่วงต้นฤดูฝน หรือในช่วงที่ค่าฝนต่ำกว่าค่าปกติ 4.ภาคการเกษตร ในพื้นที่กรม มีจำนวนประมาณ 10 ล้านไร่ และ 5.น้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรม หากมองในภาพรวมมีการใช้น้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ

ยืนยันว่ามีน้ำเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพียงพอตลอดฤดูแล้ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกไม่ขาดแคลนแน่นอน

⦁หวั่น7หมื่นรง.ขาดแคลนน้ำ
แม้ทางกรมชลประทานจะยืนยันว่าฤดูแล้งปีนี้จะมีน้ำเพียงพอต่อภาคอุตสาหกรรม แต่จากข้อมูลของกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า จากสภาพอากาศของฤดูร้อนปีนี้อาจมีอุณหภูมิสูงถึง 45 องศาเซลเซียส ช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนเมษายน เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำกว่า 70,000 โรงงานทั่วประเทศ ซึ่งใช้น้ำกระบวนการผลิตทุกประเภท ตั้งแต่ใช้เป็นวัตถุดิบ ผสมในผลิตภัณฑ์หรือระบบสนับสนุนการผลิต เป็นตัวกลางถ่ายเทความร้อนทั้งการลดอุณหภูมิในรูปของน้ำหล่อเย็นและการเพิ่มอุณหภูมิในรูปของไอน้ำ ตลอดจนการใช้น้ำทำความสะอาดทั่วไป

กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ โดยกำหนดแนวทางการใช้น้ำในลักษณะต่างๆ อาทิ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาด การส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว การลดปริมาณการใช้น้ำในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงรณรงค์การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมตามนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม

⦁งัด4แนวทางสู้ภัยแล้ง
โดย จุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เผยว่า กรอ.ได้ออกประกาศแจ้งเตือนผู้ประกอบกิจการโรงงานภายใต้กำกับดูแล ให้เตรียมรับมือสถานการณ์ดังกล่าว โดยขอความร่วมมือลดการใช้น้ำและลดการระบายน้ำทิ้งออกนอกโรงงานช่วงเดือนธันวาคม 2565-มิถุนายน 2566 นำแนวทางการบริหารจัดการการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพด้วยหลัก 1A 3R ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เพิ่มภาระการทำงาน ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคภัยสุขภาพ อีกทั้งลดการใช้ทรัพยากรน้ำและพลังงานการผลิต ประกอบด้วย

1.Avoid-หลีกเลี่ยง คือการงดใช้น้ำที่ไม่จำเป็น ลดใช้น้ำครั้งเดียวแล้วทิ้ง 2.Reduce-ลดการใช้ ควรพยายามใช้น้ำให้น้อยลงตามความจำเป็น 3.Reuse-นำมาใช้ซ้ำ การนำน้ำทิ้งจากกระบวนการหนึ่งไปใช้ในกระบวนการผลิตอื่นที่ต้องการน้ำที่มีความสะอาดน้อยกว่า และ 4.Recycle-หมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ โดยได้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ พร้อมดำเนินการตามแผนปฏิบัติการตรวจโรงงานเป็นระยะ ป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำ และลดความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมและชุมชนจากภัยแล้งให้ได้มากที่สุด

จะเห็นได้ว่าแม้แต่หน่วยงานรัฐด้วยกัน ยังแอบหวั่นเรื่องภัยแล้งและภัยพิบัติธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องวนกลับมาเจอทุกปี

แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปีนี้ คือน้ำในอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี

หวังว่าในปี 2566 นี้ ไทยจะผ่านพ้นวิกฤตธรรมชาติไปได้ด้วยดี ตามเป้าหมายที่ภาครัฐตั้งไว้ เพราะถ้าพลาดยุค “สุญญากาศ” คงเละน่าดู!!