‘ธนาคารกรุงเทพ’ ชี้ตลาดบัตรเครดิตกลับมาบูม ปลื้มยอดใช้จ่ายพุ่ง 17% โตก่อนโควิดแล้ว
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม นายโชค ณ ระนอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 2566 เป็นปีที่สดใสสำหรับตลาดบัตรเครดิตเนื่องจากภาคธุรกิจและผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจมากขึ้นโดยในช่วง 2-3 เดือนแรกของปี 2566 ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโตประมาณ 17% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เท่าระดับก่อนการระบาดของโควิด
โดยในช่วง 2-3 เดือนแรกของปีนี้ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของทั้งตลาดโตประมาณ 16-18% หรือเฉลี่ยประมาณ 17% สูงกว่าในช่วงการระบาดของโควิด เพราะผู้บริโภคมั่นใจทั้งในด้านรายได้ของตนเอง ภาวะเศรษฐกิจจากการที่ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว โดยการใช้จ่ายส่วนใหญ่อยู่ในภาคการท่องเที่ยว น้ำมัน และห้างสรรพสินค้า
ในส่วนของธนาคารกรุงเทพ ปัจจุบันมีฐานลูกค้าบัตรเครดิตอยู่ที่ 2.1 ล้านใบ คาดว่าสิ้นปี 2566 จะโตเพิ่มอีก 2 แสนใบ หรือเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.3 ล้านใบ สำหรับยอดการใช้จ่ายบัตรเครดิตของธนาคารอยู่ที่ 15% โดยคาดว่าในช่วงเทศกาล เช่น สงกรานต์ จะมียอดการใช้จ่ายเพิ่มขี้น และคาดว่าในปี 2566 จะมียอดใช้จ่ายบัตรเครดิตในต่างประเทศเพิ่มขึ้น
“ปีนี้คาดว่ายอดใช้จ่ายบัตรเครดิตในต่างประเทศของธนาคารกรุงเทพจะมีสัดส่วนที่สูงขึ้นเป็น 17-18% ของยอดใช้จ่ายทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดิมซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 15% ขณะที่ยอดใช้จ่ายออนไลน์คาดว่าจะยังโตแบบก้าวกระโดด” นายโชคกล่าว
ขณะเดียวกัน ด้านหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ของบัตรเครดิตของธนาคารเมื่อปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 1.7-1.8% โดยในปี 2566 คาดว่าจะทรงตัวจากปีที่ผ่านมา มาจากมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เช่น การลดอัตราการจ่ายขั้นต่ำ ทำให้มีการชะลอการเป็นหนี้เสีย โดยคาดว่า ธปท.จะไม่รีบปรับมาตรการช่วยเหลือในทันทีเนื่องจากต้องรอให้เศรษฐกิจดีขึ้นก่อน
ทั้งนี้ สำหรับบัตรเดบิตของธนาคารปัจจุบันมีฐานลูกค้าประมาณ 9 ล้านใบ โดยแม้ว่าปัจจุบันจะมีการชำระเงินผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด เช่น พร้อมเพย์ แต่ธนาคารจะยังเดินหน้าขยายฐานลูกค้าต่อไป โดยต้องการสนับสนุนให้ใช้ดิจิทัลการ์ด เนื่องจากมีความปลอดภัย ผู้บริโภคสามารถเปิดปิดบัตร และกำหนดวงเงินได้เอง
นายโชคกล่าวว่า ธนาคารกรุงเทพจะยังเดินหน้าขยายลูกค้าบัตรเดบิตต่อไปโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (นิว เจเนอเรชั่น) แม้ว่าจะมีการใช้จ่ายผ่านพร้อมเพย์เข้ามาแต่การจ่ายผ่านบัตรเดบิตในการซื้อของออนไลน์จะได้การคุ้มครอง หากสินค้าไม่ตรงปกด้วย
นอกจากนี้ หากไม่มีบัตรอาจทำให้ไม่สามารถชำระเงินกับร้านที่ไม่รับชำระออนไลน์ เช่น ในประเทศเกาหลีใต้ที่นิยมใช้บัตรแบบระบบชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless) มากกว่าคิวอาร์โค้ด ปัจจุบันผู้ให้บริการบัตร เช่น วีซ่า และมาสเตอร์การ์ด บังคับให้การออกบัตรต้องเป็นระบบชำระเงินแบบไร้สัมผัสทั้งหมด
ทั้งนี้ สำหรับการให้บริการ Buy Now Pay Later หรือรูปแบบการชำระเงิน ที่ผู้ใช้บริการจะได้สินค้าหรือบริการก่อน แล้วค่อยจ่ายเงินค่าสินค้าหรือบริการนั้นๆ ในภายหลัง มองว่ายังเป็นโมเดลที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากลูกค้าเป็นบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่ลูกค้าของธนาคาร ซึ่งอาจทำให้ธนาคารไม่มีข้อมูลมากพอที่จะประเมินความเสี่ยงของลูกค้า

