กนง.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% มีผลทันที เดินหน้าคุมเงินเฟ้อ บอกไม่ได้จะขึ้นถึงจุดไหน
วันที่ 29 มีนาคม ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 29 มีนาคม 2566 ว่าคณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.75% ต่อปี โดยให้มีผลทันที โดยประเด็นที่นำมาพิจารณาหลักๆ อาทิ สถานการณ์เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง
นายปิติกล่าวว่า กนง.เริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 เป็นกระบวนปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) หรือการถอนคันเร่งให้ระดับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากจากช่วงวิกฤตโควิดให้ผ่อนคลายน้อยลงสอดคล้องกับเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว
โดยช่วงต้นที่เริ่มทำนโยบายการเงินเพื่อให้เศรษฐกิจไม่หยุดชะงัก โจทย์ระยะต่อไปให้การฟื้นตัวมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ต้องกลับสู่เป้าหมายในกรอบ 1-3% ภายในปี 2566 ซึ่งปัจจัยเสี่ยงจะทำให้เงินเฟ้อหลุดเป้าคืออุปสงค์ที่ฟื้นตัวค่อนข้างดี และแนวโน้มจากนักท่องเที่ยวอาจเป็นสิ่งกระตุ้นให้เงินเฟ้อสูง
“คณะกรรมการจึงมองว่าความกดดันด้านเงินเฟ้อยังต้องติดตามต่อไป และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง ยังเป็นแนวนโยบายที่เหมาะสม” นายปิติกล่าว
ทั้งนี้ ภาพเศรษฐกิจโดยประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 3.6% ลดลงจาก 3.7% และปี 2567 ขยายตัวที่ 3.8% ลดลงจาก 3.9% ซึ่งการขยายตัวขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายการเงินที่ต้องปรับให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ
ซึ่งเศรษฐกิจฟื้นตัวแต่มีความเสี่ยงสูง จึงต้องมีนโยบายที่ทำให้เสถียรภาพโดยรวม ต้องมีกระบวนการถอนคันเร่งต่อไป (การปรับขึ้นดอกเบี้ย) ส่วนจะขึ้นไปจนถึงจุดใดนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับปัญหาความไม่แน่นอนของสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป
“กนง.ไม่ได้มองว่าจะหยุดตรงไหน (หยุดขึ้นดอกเบี้ย) แต่ข้อมูลที่มีตอนนี้ ยังต้องทำให้ Normalization ซึ่งก็ได้ทำมาระยะหนึ่งแล้ว และช่วยดูแลความเสี่ยงได้ระยะหนึ่ง เพื่อดูแลความเสี่ยงต่างๆ ส่วนจะหยุดตอนไหน คงต้องดูข้อมูลในระยะต่อไป” นายปิติกล่าว
ขณะเดียวกัน เรื่องเม็ดเงินในการใช้จ่าย จากผลของกิจกรรมรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในช่วงนี้ จะมีผลให้เพิ่มความเสี่ยงด้านสูงต่อเงินเฟ้อหรือไม่นั้น มองว่าปัจจัยเรื่องการเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
“แรงกดดันเงินเฟ้อหลักๆ จะมาจากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ส่งผลให้มีอุปสงค์เพิ่มขึ้น รวมทั้งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่อาจจะเร็วกว่าคาด” นายปิติกล่าว
นายปิติกล่าวว่า คณะกรรมการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 3.6% ลดลงจาก 3.7% และปี 2567 ขยายตัวที่ 3.8% ลดลงจาก 3.9% ได้แรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2566 นักท่องเที่ยวอาจถึง 28 ล้านคน และปี 2567 คาดแตะ 35 ล้านคน ซึ่งส่งผลบวกต่อการจ้างงานและรายได้แรงงาน รวมถึงเป็นแรงส่งต่อเนื่องไปยังการบริโภคภาคเอกชน
ขณะที่การส่งออกสินค้าในไตรมาสที่ 1/2566 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากที่หดตัวในช่วงก่อนหน้า โดยคาดว่าจะฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงปัญหาสถาบันการเงินในประเทศเศรษฐกิจหลัก
ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเริ่มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% ในช่วงกลางปีนี้ แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังทรงตัวในระดับสูงโดยเดือนมกราคม 2566 อยู่ที่ 5.02% และมีความเสี่ยงด้านสูงจากการส่งผ่านต้นทุนและแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเริ่มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ระดับ 1-3% ในช่วงกลางปี 2566 โดยจะอยู่ที่ 2.9% และปี 2567 จะอยู่ที่ 2.4% จะเปลี่ยนแปลงตามแรงกดดันด้านอุปทานจากค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันที่ทยอยคลี่คลาย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงจากปี 2565 มาอยู่ที่ 2.4% ในปี 2566 ก่อนจะทยอยปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.0% ในปี 2567
ทั้งนี้ กนง.จะติดตามปัจจัยสำคัญที่เป็นความเสี่ยงในระยะข้างหน้า 1.เงินเฟ้อไทยอาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาดการณ์ การส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการอาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ประกอบการเผชิญภาวะต้นทุนสูงต่อเนื่อง และแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
2.เศรษฐกิจและการเงินโลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยแนวโน้มเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก (AEs) ที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นปัญหาสถาบันการเงินสหรัฐและยุโรป
“อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการพร้อมที่จะปรับขนาดและเงื่อนเวลาของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไทยเปลี่ยนไปจากที่ประเมินไว้” นายปิติกล่าว

