“พีเอฟ” ปลื้มลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนก่อสร้างได้ถึง 830 ตัน เดินหน้าจับมือเอสซีจีต่อ
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นายวสันต์ ศรีรัตนพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท มุ่งพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของสภาพแวดล้อม รวมถึงแนวคิดการรักษาสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด Green Neighbor เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมสามารถเริ่มต้นได้จากที่บ้าน โดยเฉพาะการเลือกสรรเทคโนโลยีวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้วัสดุและนวัตกรรมที่ได้รับการรับรองฉลาก SCG Green Choice ซึ่งปีที่ผ่านมาช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตได้ถึง 830 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณเทียบเท่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้จำนวน 69,202 ต้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นเพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีนำไปสู่การสร้างชุมชนสีเขียวยั่งยืน โดยล่าสุดได้รับ โล่ประกาศเกียรติคุณ Sustainable Leader SCG Green Choice 2022 จาก เอสซีจี สะท้อนถึงความพร้อมร่วมยกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยและใส่ใจต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยได้มีการนำวัสดุที่ได้รับการรับรองฉลาก SCG Green Choice มาใช้ในโครงการก่อสร้างตลอดปี
นายวสันต์กล่าวว่า สำหรับที่ผ่านมาบริษัทได้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องหลังคาคอนกรีต คอนกรีตบล็อกประสานปูพื้น รั้วคอนกรีต จากวัสดุรีไซเคิล ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหิน ทราย และซีเมนต์ ได้ 1,004 ตัน โครงหลังคาสำเร็จรูป ทำให้ลดการใช้เหล็กได้ 58 ตัน กระเบื้องปูพื้นและบุผนังเซรามิก กระเบื้องโมเสก ช่วยลดการใช้น้ำในขั้นตอนการผลิตได้ 80,371 ลิตร สุขภัณฑ์และก๊อกน้ำประหยัดน้ำ ลดการใช้น้ำในครัวเรือนได้ 22,148,930 ลิตรต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 94,133 บาท นวัตกรรม SCG Active AIRflow ระบบถ่ายเทอากาศและระบายความร้อนช่วยลดอุณหภูมิภายในตัวบ้าน ทำให้ลดการใช้ไฟฟ้าจากการเปิดเครื่องปรับอากาศลงได้อย่างน้อย 10% หลังคาระบบโซลาร์ ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้เดือนละประมาณ 700-1,900 บาทต่อหลังคาเรือน
นายชุตินันท์ สิริวสุวัตร B2B Director บริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี กล่าวว่า เทรนด์การอยู่อาศัยในอนาคต เน้นไปที่การส่งเสริมให้ทุกคนที่อาศัยในบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดี คือ สะดวก ปลอดภัย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายพร้อมกับได้ดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วย เอสซีจีจึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการนำเสนอสินค้าภายใต้ฉลาก SCG Green Choice เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดี พร้อมมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันมีสินค้ากว่า 268 กลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการ ครอบคลุมทั้งด้าน การประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ ประหยัดพลังงานและลดโลกร้อน รวมไปถึงส่งเสริมสุขอนามัยที่ดี โดยเชื่อมั่นว่าฉลาก SCG Green Choice นี้จะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกผลิตภัณฑ์รักษ์โลกง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น สอดคล้องกับความต้องการในการอยู่อาศัยได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ เอสซีจี ตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้า SCG Green Choice เป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของยอดขายทั้งหมดภายในปี 2030

