เงินบาทเช้านี้เปิดอ่อนค่าที่ 34.28 คาดเคลื่อนไหวไร้ทิศ ตลาดรอข้อมูลศก.สหรัฐ
เมื่อวันที่ 3 เมษายน นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 34.19 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.85-34.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.10-34.35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นายพูน กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ความกังวลปัญหาเสถียรภาพของระบบธนาคารที่ทยอยคลี่คลายลง ได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดกล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
สัปดาห์นี้ ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน และควรติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก อาทิ ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ขณะที่ฝั่งไทยรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI
นายพูน กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางในช่วงก่อนตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐเช่นกัน หากราคาทองคำย่อตัวลงต่อเนื่องตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง ตามโฟลว์ซื้อทองคำในจังหวะย่อตัวได้
นอกจากนี้ การปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปคพลัส (OPEC+) ล่าสุด อาจกดดันให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่าลงได้ ตามการปรับตัวขึ้นแรงของราคาน้ำมัน (ค่าเงินบาทอาจอ่อนไหวต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบได้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงาน)
ทั้งนี้ เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่า หากนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยมากขึ้น และผู้เล่นในตลาดยังคงคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังมีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อ ซึ่งต้องรอติดตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมีนาคม
นอกจากนี้ สัญญาณเชิงเทคนิคัล ทั้งเครื่องมือบ่งบอกสัญญาณแนวโน้มสำหรับวัดการแกว่งตัวของราคา (RSI) ว่ามีภาวะการซื้อมากเกินไป หรือการขายมากเกินไป และตัวชี้วัดที่บอกทิศทางแนวโน้มของราคาหุ้น (MACD)
ชี้ว่า เงินบาทมีโอกาสแกว่งตัวแคบโดยมีเส้นค่าเฉลี่ย EMA 50 วัน (แถว 34.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ) เป็นโซนแนวต้านแรกในช่วงนี้ แต่หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านและยืนเหนือระดับ 34.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ ก็อาจเป็นสัญญาณที่ชี้ว่า เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าต่อ ขึ้นมาเคลื่อนไหวในโซน 34.50-34.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ด้านเงินเหรียญสหรัฐอาจเคลื่อนไหวแคบ ในช่วงก่อนตลาดรับรู้ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐ ทั้งนี้ เงินเหรียญสหรัฐจะมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น โดยมีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้ หากยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม และการเติบโตของรายได้ รวมถึงรายงานดัชนีภาคการผลิต/ภาคบริการ (ISM/PMI) สหรัฐออกมาดีกว่าคาด
นายพูน กล่าวว่า ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจฝั่งไทย คาดว่าดัชนีภาคการผลิตอุตสาหกรรม (PMI) ในเดือนมีนาคม อาจลดลงสู่ระดับ 54 จุด สะท้อนว่าภาคการผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวในอัตราชะลอลง กดดันโดยความต้องการสินค้าที่ลดลง ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า สอดคล้องกับยอดการส่งออกของไทยที่ยังคงหดตัวในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ แม้ภาคการผลิตอาจชะลอตัวลง ทว่าในส่วนภาคการบริการมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยหนุนให้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) อาจปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.8 จุด ในเดือนมีนาคม
และจากภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่ดีขึ้น หนุนโดยการบริโภคภาคเอกชน ทำให้ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI เดือนมีนาคม อาจทรงตัวที่ระดับ 1.9% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป CPI อาจชะลอลงสู่ระดับ 3.20% (+0.10% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน) ตามการปรับตัวลงของราคาสินค้าพลังงานและระดับฐานราคาที่สูงในปีก่อนหน้า
“แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอลง แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงอยู่ ทำให้ ธปท.อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 2.00% ได้ในการประชุมครั้งถัดไป (เดือนพฤษภาคม)”นายพูน กล่าว

