‘อรสิริน’ รุกธุรกิจอสังหาฯ เต็มตัว ตั้งเป้าโกยยอดขาย 1,735 ลบ. ปักธงผู้นำตลาดภาคเหนือ
นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) ในฐานะผู้ก่อตั้ง“อรสิริน” เปิดเผยว่า ในช่วงใกล้เลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่นั้น อยากฝากถึงไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลใหม่ก็ตาม ในฐานะที่เป็นผู้ทำธุรกิจในด้านอสังหาริมทรัพย์ มองว่ามาตรการอะไรที่สามารถช่วยสนับสนุนธุรกิจดังกล่าวได้ อาทิมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน ก็อยากให้ขยายเวลาการดำเนินมาตรการเหล่านี้ออกไปอีก เนื่องจากถือเป็นมาตรการที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจอสังหาฯ ได้ดีมาก ถือเป็นส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนในการทำธุรกิจ ทำให้ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม อยากให้พิจารณามาตรการเหล่านี้เพื่อช่วยพยุงธุรกิจต่อไป โดยเฉพาะมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอน–จำนองบ้านพร้อมที่ดิน–คอนโด ในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทนั้น อยากให้เพิ่มราคาขึ้นอีกเป็น 5-6 ล้านบาท แต่ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจด้วย
นายบุญเลิศ กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์โครงการแนวราบ แนวสูง และอาคารพาณิชย์บนทำเลคุณภาพจังหวัดเชียงใหม่ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าชาวไทย และต่างชาติมาโดยตลอด ส่งผลให้โครงการต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของอรสิริน ได้รับความนิยมต่อเนื่องมากว่า 17 ปี โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและขาย ณ ปี 2565 รวม 18 โครงการ มูลค่ารวม 15,505 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าหมายก้าวสู่การเป็นผู้นำอสังหาฯ ระดับกลาง–บน ของภาคเหนือภายใน 3 ปี มีมูลค่ายอดขายแตะระดับ 10,000 ล้านบาท ภายใน5 ปีต่อจากนี้ เป็นการตั้งเป้าหมายการเติบโตของบริษัทแบบออแกนิค เพื่อให้มีความมั่นคงสูงสุด รวมถึงทั้งปี 2566 ตั้งเป้าหมายยอดขายรวมไว้ที่ 1,735 ล้านบาท และวางเป้ายอดโอนรวมไว้ที่ 1,471 ล้านบาท พร้อมเดินหน้ารักษาการเติบโตของยอดขาย ไว้ไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี
“ปี 2565 บริษัทมียอดขายมากกว่า 1,500 ล้านบาท ถือเป็นการทำออลไทม์ไฮด้วย โดยขณะนี้ยังมุ่งเน้นการทำโครงการในเชียงใหม่ก่อน แต่ยังฝันที่จะไปทำโครงการในจังหวัดอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ เชียงราย กรุงเทพฯ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ภายใน 2-3 ปีนี้ โดยเฉพาะในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่หลักนั้น วางแผนให้ถนนทุกเส้นรอบเชียงใหม่ มีชื่อของอรสิรินปรากฎอยู่ เพราะตอนนี้ก็มีโครงการของบริษัทอยู่ในหลายส่วนพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่แล้ว” นายบุญเลิศ กล่าว
นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า ความต้องการที่อยู่อาศัยในภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ยังคงได้รับความนิยมจากชาวไทยและต่างชาติเนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมด้านเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นการเติบโตทั้งโครงการที่อยู่อาศัยและโครงการเชิงพาณิชย์ โดยบริษัทยังมีโอกาสเติบโตอีกมากจากแผนการเปิดโครงการใหม่ รวมถึงมีปัจจัยสนับสนุนจากจากกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาลงทุนในประเทศได้มากขึ้น รวมถึง นโยบายมาตรการภาครัฐ ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น
นายอรรคเดช กล่าวว่า บริษัทเดินหน้าสร้างการเติบโตต่อเนื่อง เร่งขยายตลาดบนทำเลคุณภาพ ชูกลยุทธ์พัฒนาที่อยู่อาศัยตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มลูกค้าระดับกลาง–บน ด้วยการออกแบบฟังก์ชันและนวัตกรรมการอยู่อาศัยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ลูกบ้านทุกโครงการ ควบคู่กลยุทธ์นวัตกรรมในการก่อสร้าง เพื่อควบคุมต้นทุนบริหารความเสี่ยงให้สอดรับกับต้นทุนที่ดิน ค่าก่อสร้าง และดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บริษัทเตรียมงบลงทุนเพื่อการซื้อที่ดินรองรับการพัฒนาโครงการใหม่ในอนาคตอย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพทางการเงิน โดยบริษัทวางแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายในปีนี้ ผ่านการขายหุ้นใหม่ (ไอพีโอ) โดยมีกำหนดยื่นคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในวันที่ 10 เมษายนนี้
นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทพัฒนาโครงการอสังหาแนวราบและแนวสูงภายใต้แบรนด์ ได้แก่ โครงการ THE ESCAPE , HABITAT , BELIVE , ORNSIRIN , ORNSIRIN VILLE , URBAN MYX , THE ASTRA , ARISE และ THE NEXT ทั้งนี้ เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายการเติบโตที่วางไว้ บริษัทกำหนดแผนธุรกิจในปี 2566 เตรียมเปิดโครงการใหม่แนวราบ–แนวสูง รวม 6 โครงการ มูลค่ารวม 3,225 ล้านบาท แบ่งเป็น แนวราบ 3 โครงการ มูลค่ากว่า 1,940 ล้านบาท และแนวสูงอีก 3 โครงการ มูลค่าประมาณ 1,285 ล้านบาท คาดจะเริ่มพัฒนาโครงการในช่วงครึ่งปีหลัง ของปี 2566 นอกจากนี้ภายในปี 2567 บริษัทเตรียมแผนการพัฒนาโครงการคุณภาพในพื้นที่ภาคเหนือเพิ่มเติม มูลค่ารวมประมาณ 1,940 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบมูลค่ารวมประมาณ 233 ล้านบาท และโครงการแนวสูง มูลค่ารวมประมาณ 1,707 ล้านบาท




