หน้าแรก เศรษฐกิจ เงินบาทแข็งค่...

เงินบาทแข็งค่าที่ 34.19 หลังนักลงทุนลุยซื้อสินทรัพย์ไทย ดันฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง

4.04.23 | 09:45 น.

เงินบาทแข็งค่าที่ 34.19 หลังนักลงทุนลุยซื้อสินทรัพย์ไทย ดันฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 4 เมษายน นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 34.19 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 34.38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มองกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.10-34.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

นายพูนกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา ค่าเงินบาททยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้นตามการย่อตัวลงของเงินเหรียญสหรัฐและการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ ประเมินว่าในระหว่างวันนี้ค่าเงินบาทอาจยังพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าอยู่บ้างจากฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในฝั่งตลาดหุ้น หลังบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง โดยนักลงทุนต่างชาติได้กลับมาเป็นฝั่งซื้อสุทธิกว่า 1.3 พันล้านบาท ในวันก่อนหน้า

นอกจากนี้ โฟลว์ขายทำกำไรทองคำก็อาจพอช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้บ้าง อย่างไรก็ดี ควรระวังความผันผวนในตลาดการเงิน ในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (Job Openings) ของสหรัฐ รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจอื่นๆ เพราะหากข้อมูลการจ้างงานไม่ได้สะท้อนภาพตลาดแรงงานชะลอตัวลงแรง หรือ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐยังคงสดใส เงินเหรียญสหรัฐก็มีโอกาสรีบาวด์แข็งค่าขึ้นมาได้บ้าง

นานพูนกล่าวว่า ช่วงนี้ความผันผวนของตลาดการเงินยังอยู่ในระดับสูง ค่าเงินบาทผันผวนในระดับ 9-10% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมาที่ระดับ 5% เป็นอย่างมาก ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย อาทิ ออฟชั่น (Option) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

Advertisement

นานพูนกล่าวด้วยว่า ด้านตลาดค่าเงิน เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยล่าสุดดัชนีเงินเหรียญสหรัฐ (DXY) ได้ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 102 จุด หลังผู้เล่นในตลาดยังคงทยอยลดสถานะถือครองเงินเหรียญสหรัฐลงตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาด โดยเฉพาะฝั่งตลาดเอเชีย นอกจากนี้ รายงานดัชนีภาคบริการและการผลิต (ISM PMI) ที่ออกมาแย่กว่าคาดกดดันให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงเช่นกัน

สำหรับวันนี้ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐอย่างยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTs Job Openings) เพื่อประเมินภาพรวมตลาดแรงงานสหรัฐว่าจะยังคงตึงตัวมากขนาดไหน

โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่ายอดตำแหน่งงานเปิดรับอาจลดลงบ้างสู่ระดับ 10.4 ล้านตำแหน่ง ตามการปรับแผนการจ้างงานของหลายบริษัท โดยเฉพาะฝั่งบริษัทกลุ่มเทค อย่างไรก็ดี ยอดดังกล่าวก็อาจสูงกว่ายอดผู้ว่างงานทั้งหมดเกือบ 1.8 เท่า สะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐยังคงตึงตัวอยู่พอสมควร