หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.หั่นคาดการ...

พณ.หั่นคาดการณ์เงินเฟ้อปี 66 เหลือ 2.2% หลังมี.ค.ต่ำสุดรอบ 15 เดือน ผวาสินค้าราคาแพงกดกำลังซื้อ

5.04.23 | 13:11 น.

พณ.หั่นคาดการณ์เงินเฟ้อปี 66 เหลือ 2.2% หลังมี.ค.ต่ำสุดรอบ 15 เดือน ผวาสินค้าราคาแพงกดกำลังซื้อ

นายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) ของไทย เดือนมีนาคม 2566 เท่ากับ 107.76 สูงขึ้น 2.83% เทียบเดือนมีนาคมปีก่อน โดยเป็นเงินเฟ้อชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำสุดในรอบ 15 เดือน (นับจากเดือนมกราคม 2565) และลดลง 0.27% จากเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักกลุ่มพลังงานและอาหารสด) เดือนมีนาคม เท่ากับ 104.22 สูงขึ้น 1.75% เทียบมีนาคมปีก่อน และสูงขึ้น 0.05% จากเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ไตรมาสแรก 2566 เงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น 3.88% และเงินเฟ้อพื้นฐานสูงขึ้น 2.24%

ทั้งนี้ เงินเฟ้อเดือนมีนาคม สูงขึ้น มากจากหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 5.22 % สินค้าที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ผักและผลไม้ (มะนาว กะหล่ำปลี แตงกวา แตงโม ส้มเขียวหวาน ฝรั่ง) ไข่ไก่ เนื้อสุกร ไก่สด ข้าวสาร ซีอิ๊ว น้ำพริกแกง กาแฟ/ชา (ร้อน/เย็น) น้ำอัดลม และอาหารสำเร็จรูป (กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวราดแกง อาหารเช้า) เป็นต้น ส่วนหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 1.22 % สินค้าราคาคงสูงขึ้น อาทิ ค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม ค่าโดยสารสาธารณะ (แท็กซี่ เรือ รถเมล์เล็ก/สองแถว เครื่องบิน)

น้ำมันเชื้อเพลิงบางประเภท (น้ำมันดีเซล ก๊าซยานพาหนะ (LPG)) ค่าการศึกษา ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล และสิ่งที่เกี่ยวกับความสะอาด (สบู่ถูตัว ยาสีฟัน น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผลิตภัณฑ์ซักผ้า) นอกจากนี้ ค่าบริการส่วนบุคคล (ค่าแต่งผมชาย/สตรี ค่าทำเล็บ) เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ดังนั้นในเดือนมีนาคม สินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในการคำนวณเงินเฟ้อ พบว่า รายการสินค้าที่สูงขึ้น 336 รายการ ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 41 รายการ ราคาลดลง 53 รายการ

นายวิชานัน กล่าวต่อว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไตรมาส2/2566 ยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง เนื่องจากราคาสินค้าสำคัญหลายรายการมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงแม้จะมีการขยับขึ้นในช่วงนี้ แต่เชื่อว่าขยับในวงแคบๆ ประกอบกับฐานราคาปี 2565 อยู่ในระดับสูง และมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐยังมีต่อเนื่อง รวมถึงแรงกระตุ้นจากเงินสะพัดและรายได้ที่เพิ่มขึ้นช่วงสงกรานต์ วันหยุดยาว กิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้นจะมีผลต่อเงินเฟ้อเดือนเมษายนที่อาจขยับขึ้นจากมีนาคม

Advertisement

แต่อย่างไรคาดว่าเงินเฟ้อจะไม่เกิน 3% โดยหลังจากนั้นตั้งแต่พฤษภาคมหรือมิถุนายนอัตราเงินเฟ้อ คาดว่าสูงไม่เกิน 2.5% และช่วงครึ่งปีหลังเงินเฟ้อสูงไม่เกิน 1.0-1.5% ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตามและกดดันเงินเฟ้อลดลงได้ คือ การส่งออกของไทยที่ชะลอตัว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อาจส่งผลให้กำลังซื้อภาคธุรกิจและประชาชนลดลง อีกทั้งราคาค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้มยังสูง รวมทั้งการขาดแคลนแรงงาน เป็นสาเหตุทำให้ต้นทุนอยู่ระดับสูง

“จากแนวโน้มปัจจัยส่งผลต่อเงินเฟ้อเปลี่ยนไป กระทรวงพาณิชย์ จึงปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2566 จากเดิมกรอบสูงขึ้น 2-3% และค่ากลาง 2.5% เป็นกรอบ 1.7-2.7% และค่ากลาง 2.2% บนสมมุตฐาน จีดีพี จากเดิมคาดการณ์ที่ 3-4% มาอยู่ที่ 2.7-3.7% น้ำมันดิบจาก 85-95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 75-85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เงินบาท 36-37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาแข็งค่าขึ้นที่ 32.5-34.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากเปรียบกับเงินเฟ้อแต่ละประเทศทั่วโลก ถือว่าเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับดีมาก อย่างเดือนมีนาคม เงินเฟ้อไทยต่ำสุดติดอันดับ 20 จาก 134 ประเทศ และในอาเซียนเป็นอันดับ 2 รองจากมาเลเซีย”นายวิชานัน กล่าว