หน้าแรก เศรษฐกิจ กกร.ประเมินเศ...

กกร.ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัวจากท่องเที่ยว ลุ้นต่างชาติเข้าไทย 30 ล้านคน

5.04.23 | 15:43 น.

กกร.ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัว ท่องเที่ยวปัจจัยหลัก ลุ้นปีนี้ต่างชาติเข้าไทยถึง 30 ล้านคน

นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กกร.ประเมินเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากรายได้การท่องเที่ยวและอุปสงค์ในประเทศ โดยภาคการท่องเที่ยวปรับดีขึ้น และถือเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการเติบโต นักท่องเที่ยวต่างชาติ 3 เดือนแรกเข้ามาถึง 6.5 ล้านคน คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจสูงถึง 27-30 ล้านคน ส่วนอุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากการจ้างงานในภาคบริการ และรายได้ภาคเกษตรที่ยังอยู่ในระดับดี ส่งผลให้ฐานรายได้ของประชาชนปรับตัวดีขึ้น ที่ประชุมจึงคาดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 จะโตอยู่ในกรอบ 3-3.5% ตามที่คาดไว้

สำหรับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ปรับตัวดีขึ้นจากการบริโภค แต่ทิศทางการส่งออก ปรับตัวลดลงต่อเนื่องกันมา 5 เดือนแล้ว นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ซึ่งสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) คาดว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 การส่งออกจะปรับตัวลดลงประมาณ 10% และไตรมาส 2/2566 จะหดตัวอีก 4.7% หลังจากนั้น การส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังนี้ แต่ยังมีปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบจากเรื่องราคาน้ำมัน โดยมูลค่าการส่งออกปี 2566 มีโอกาสหดตัวในกรอบติดลบลบ 1% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ในกรอบ 2.7-3.2%

“เศรษฐกิจจีนมีสัญญาณฟื้นตัว แต่อานิสงส์ยังจำกัดอยู่ในประเทศ อุปสงค์ภายในประเทศของจีนมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจนภายหลังการเปิดประเทศตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยภาคการผลิตและการส่งออกของจีนยังอยู่ในภาวะชะลอตัว สะท้อนจากดัชนีพีเอ็มไอภาคอุตสาหกรรมปรับตัวแย่ลงในเดือนมีนาคม ทั้งการผลิตและแนวโน้มการส่งออก ไม่ต่างจากประเทศอื่นในภูมิภาค แนวโน้มการส่งออกสินค้าของไทยจึงยังคงชะลอตัว และคาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะติดลบในปีนี้” นายเกรียงไกร กล่าว

Advertisement

ทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะใกล้ยุติแล้ว หลังอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปรับลดลงกลับมาอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% โดยคาดว่าในปีนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ 1.75% ไปอยู่ที่ 2% ขณะที่ทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มองว่ายังมีความไม่แน่นอน เพราะมีเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเข้ามาเป็นปัจจัยเพิ่มเติมที่ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ

วิกฤตสถาบันการเงินที่เกิดขึ้นในสหรัฐ และยุโรป ส่งผลให้ตลาดการเงินมีความผันผวนและเพิ่มโอกาสที่เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวมากขึ้น แม้ทางการของสหรัฐ และสวิตเซอร์แลนด์ จะเข้ามาช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาอย่างรวดเร็ว ไม่ให้เกิดการลุกลามเหมือนวิกฤตสถาบันการเงินปี 2551 แต่คาดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ จะส่งผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลกไปแล้ว โดยนักลงทุนมองโอกาสเกิดภาวะถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐ จะเป็นไปได้มากขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากภาคการเงินมีระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ในการปล่อยสินเชื่อลดลง เกิดภาวะการเงินตึงตัว และตลาดการเงินอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นมากกว่าเดิม