นายทินกร เทียนประทุม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอฟลิกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการดูหนังออนไลน์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การแข่งขันในธุรกิจดูหนังออนไลน์ในไทยสูงที่สุดในภูมิภาค จากการมีผู้ให้บริการมากที่สุด และอัตราค่าบริการถูกที่สุด รวมถึงละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมาก คาดว่าปีหน้าอาจมีผู้เล่นล้มหายตายจากไป เพราะการลงทุนซื้อคอนเทนต์ต้องใช้เงินหลักร้อยล้านบาท
ปีนี้ทุกเจ้าคงยังไม่มีใครได้กำไร เป็นช่วงเริ่มต้นสร้างฐานลูกค้า ประกอบกับต้นทุนในการซื้อคอนเทนต์ค่อนข้างสูง ทำให้แต่ละบริษัทอาจต้องเจอกับภาวะขาดทุนนานถึง 5 ปี
สำหรับแผนการตลาดในปีหน้า นอกจากจะมีซีรีส์ฝรั่งเป็นจุดขายแล้วยังให้ความสำคัญกับการปรับคอนเทนต์ให้เข้ากับตลาดในประเทศโดยผสมผสานคอนเทนต์ในประเทศ เช่น ซีรีส์หรือภาพยนตร์ไทยมากขึ้น รวมถึงซีรีส์เอเชีย เช่น เกาหลี และการ์ตูน ปัจจุบันไอฟลิกซ์มีคอนเทนต์รวม 20,000 ชั่วโมง หรือ 2,000-3,000 เรื่อง เป็นซีรีส์ 70% ในแง่แพ็กเกจมี 100 บาทต่อเดือน และ 1,000 บาทต่อปี
ไอฟลิกซ์จะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเน้นการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรให้ เช่น มีบริการยู่ในแอปพลิเคชั่น “ซัมซุงกาแลกซี่กิฟท์” แล้วซัมซุงซื้อโค้ดไปแจกให้ลูกค้าดูฟรี, ร่วมกับสายการบินแอร์เอเชียให้บริการในเที่ยวบิน
ด้านนายปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโน ฟิล์ม จำกัด ผู้ให้บริการดูหนังออนไลน์ “โมโนแม็กซ์” กล่าวว่า ผู้ให้บริการหลายรายเริ่มรู้ว่า สิ่งที่ทำซ้ำกัน โดยเฉพาะบางคอนเทนต์ที่ทับซ้อนกัน หลายค่ายจึงพยายามทำให้ตนเองมีความแตกต่าง โดยแยกเป็นเซ็กเมนต์ เช่น บางรายเด่นซีรีส์เกาหลี บางรายเด่นซีรีส์ฝรั่ง รวมถึงทุ่มเงินซื้อคอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟ คาดว่าในปีหน้าจะเห็นชัดเจน และรุนแรงกว่านี้
ส่วนแผนการทำตลาดปีหน้ายังเน้นสร้างแบรนด์และฐานลูกค้า ด้านคอนเทนต์จะเพิ่มสารคดีกึ่งบันเทิง โดยร่วมมือกับ Documentary Club ในลักษณะบริการเช่า ราคาเรื่องละ 79 บาท ดูได้ 3 วัน เป็นต้น และมองถึงความร่วมมือกับผู้ผลิตสมัครเล่น เช่น ผลงานของนักศึกษา เป็นต้น
ในสิ้นปีนี้คาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 120 ล้านบาท ตามเป้าหมาย มีส่วนแบ่งตลาด 17% จากมูลค่าของตลาดดูหนังออนไลน์ราว 700 ล้านบาท

