รีดภาษี…ทางรอดเพิ่มรายได้ประเทศ โจทย์ร้อนรอวัดฝีมือรัฐบาลใหม่!!

10.04.23 | 12:17 น.
รีดภาษี...ทางรอดเพิ่มรายได้ประเทศ โจทย์ร้อนรอวัดฝีมือรัฐบาลใหม่!!

การปฏิรูปโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศ เป็นภารกิจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทย

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ระบุว่า ปี 2564 รัฐบาลมีรายได้รวม 2.8 ล้านล้านบาท โดยรายได้จากภาษีคิดเป็นสัดส่วนถึง 88.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) จึงถือว่ารายได้จากภาษีเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด

หากดูที่มาของรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2565 มีเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ตามเอกสารงบประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท และมีเป้าหมายรายได้สุทธิ 2.4 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากภาษีจากกรมสรรพากร 2.16 ล้านล้านบาท

โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 9.30 แสนล้านบาท รองลงมาคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล 7.28 แสนล้านบาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 3.67 แสนล้านบาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ 5.92 หมื่นล้านบาท และอากรแสตมป์ 1.69 หมื่นล้านบาท

ส่วนรายได้ของกรมสรรพสามิต ปีงบ 2565 จำนวน 5.03 แสนล้านบาท โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ ภาษีน้ำมัน 1.67 แสนล้านบาท ภาษีรถยนต์ 9.74 หมื่นล้านบาท ภาษีเบียร์ 8.50 หมื่นล้านบาท ภาษียาสูบ 5.97 หมื่นล้านบาท และภาษีสุรา 5.92 หมื่นล้านบาท

Advertisement

⦁ปัดตกภาษีใหม่ช่วงหาเสียง
ทั้งนี้ ในส่วนที่รัฐบาลได้ปฏิรูปภาษีไปแล้ว เช่น การประกาศเก็บภาษีมรดกตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งรายได้เพียงหลักร้อยล้านต่อปี ภาษีอีเซอร์วิส รายได้ปีงบ 2565 อยู่ที่ราว 7 พันล้านบาท เป็นต้น ในส่วนของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อาทิ ภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล ภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ แต่ยังไม่มีนัยสำคัญต่อการเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล

ขณะที่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ปรับอัตราใหม่แล้วก็จริง แต่สำหรับปี 2566 ยังมีมาตรการลดให้อีก 15% ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ยังคงไว้ที่ 7% ของมูลค่าอย่างต่อเนื่อง แม้กฎหมายจะให้เพดานไว้ที่ 10% แล้วก็ตาม คิดเป็นรายได้ประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท แต่คงไม่มีรัฐบาลใด หรือพรรคการเมืองไหนแกร่งกล้าพอจะประกาศเกี่ยวกับการเพิ่มแวต

เช่นเดียวกับภาษีขายหุ้น ที่กรมสรรพากรคาดว่ารายได้ปีละ 1.6 หมื่นล้านบาท แต่กลับถูกตีกลับก่อนจะได้ออกประกาศราชกิจจานุเบกษาในช่วงรัฐบาลปัจจุบัน และคงต้องรอรัฐบาลใหม่ว่าจะผลักดันหรือไม่ ซึ่งเป็นไปได้ยากที่รัฐบาลไม่ว่าจะมาจากพรรคไหนจะเพิ่มภาษีตัวใหม่ๆ ได้ทันที เพราะประชาชนย่อมไม่พอใจ

อีกมุมหนึ่งคนไทยเองยังมีแนวคิดเรื่องกลัวการเสียภาษี พร้อมตั้งคำถามกับการนำภาษีที่เสียไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โปร่งใส คุ้มค่าหรือไม่

⦁ภาษีน้ำมันฉุดรายได้ 1.58 แสนล้าน
ในส่วนภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ได้ปรับลด 5 บาทต่อลิตรอย่างต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม 2566 เพื่ออุดหนุนในช่วงราคาน้ำมันแพง ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้เดือนละ 1 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน มีการเห็นชอบใช้มาตรการลดภาษีดีเซลไปแล้ว 7 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 1.58 แสนล้านบาท

ในอนาคต หากรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือเทคโนโลยีใหม่มาแทนที่ภาษีน้ำมันน่าจะจัดเก็บได้น้อยลงเรื่อยๆ

ล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566-31 มีนาคม 2568 ภาษีความหวาน ระยะที่ 3 จะขยับขั้นบันได ไม่ได้หวังผลในเรื่องรายได้ แต่ยืนยันเป็นไปเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อทบทวนภาษีทั้งหมดของกรม อาทิ ภาษีบุหรี่ ภาษีความเค็ม รวมถึงภาษีด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ ภาษีไบโอเอทานอล ภาษีแบตเตอรี่

⦁ไทยจัดสรรงบสวัสดิการแค่ 3%
เรื่องนี้ ในแวดวงนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ผาสุก พงษ์ไพจิตร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันไทยมีอัตราจัดเก็บภาษีได้เพียง 14% ของจีดีพี ขณะที่ตุรกีที่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไม่ต่างจากกันมากแต่สามารถจัดเก็บภาษีคิดเป็น 23% ของจีดีพี เหตุผลของการเปรียบเทียบรายได้ภาษีกับจีดีพี เพราะจีดีพีเป็นมูลค่าของสินค้าและบริการ ในทางสถิติพบว่าประเทศที่จัดเก็บภาษีได้สูงจะมีระบบสวัสดิการที่ดี

ปัจจุบันประเทศไทยใช้ภาษีจ่ายด้านสวัสดิการที่เป็นความคุ้มครองทางสังคมเพียง 3% ของจีดีพี ทั้งๆ ที่ไทยมีศักยภาพสูงที่จะก้าวจากการจัดงบสวัสดิการเป็น 20% ของจีดีพี เพียงแต่ยังทำไม่ได้ เนื่องจากการจัดเก็บภาษียังไม่เป็นธรรม และเน้นการเก็บภาษีด้านรายจ่ายเป็นหลัก อาทิ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีการค้า ในขณะที่ประเทศเกาหลีใต้จัดเก็บภาษีจากอสังหาริมทรัพย์ได้ถึง 14% อังกฤษเก็บได้ 12%

หากไทยเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 3% จะทำให้มีรายได้เพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท ประกอบกับถ้าเราเก็บภาษีเพิ่มโดยใช้ระบบ Capital Gain Tax (ส่วนต่างของกำไรที่ได้จากการขาย) ทั้งในเรื่องหลักทรัพย์และการขายที่ดิน จะทำให้เรามีรายได้เพิ่มถึง 14%

นอกจากนี้ ต้องปรับระบบภาษีเงินได้ให้เป็น “ระบบบูรณาการที่ก้าวหน้า” เหมือนยุโรป โดยใช้หลักภาษีเงินได้ไม่ว่าจะมาจากแหล่งใดต้องเสียภาษีในอัตราเดียวกันหมด แต่ตอนนี้ประเทศไทยใช้ระบบภาษีแบ่งแยก คือภาษีเงินเดือนเสียอัตราสูงสุด 35%

ขณะเดียวกันไทย “ยังไม่มีข้อมูล” คนรวยระดับบนสุด 1% ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2 แสนคน (คิดจากอัตราการเสียภาษี) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้การจัดเก็บภาษีจากคนรวยจะได้มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ อาจพิจารณาภาษีใหม่ๆ อาทิ ภาษีลาภลอย กรณีมีที่ดินติดกับรถไฟฟ้า ต้องอุดช่องว่างของระบบภาษี ยกเลิกอภิสิทธิ์บริษัทในการงดเว้นภาษีเงินได้การลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ปรับการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้มีประสิทธิภาพ หากอุดช่องว่างของภาษีเหล่านี้ได้จะช่วยเพิ่มภาษีให้กับรัฐได้อีก 4% ของจีดีพี หรือประมาณ 4 แสนกว่าล้านบาทได้

⦁เพิ่มแวต 10% อุดช่องโหว่
ด้าน สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ไทยต่ำมาก จัดอยู่ในกลุ่มที่อัตราต่ำที่สุดในโลก และเป็นสาเหตุสำคัญทำให้สัดส่วนรายได้ภาษีต่อจีดีพีต่ำตามไปด้วย เป็นข้อจำกัดที่รัฐไม่สามารถจัดสรรงบประมาณมาดูแลประชาชน ยิ่งในภาวะสังคมสูงวัย

ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บมากที่สุด รั่วไหลและหลีกเลี่ยงได้ยาก มีต้นทุนในการจัดเก็บน้อยเมื่อเทียบกับภาษีอื่น

“อยากเชิญชวนให้นักการเมืองประกาศเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นจาก 7% เป็น 10% แล้วบอกว่ารายได้ที่เพิ่มประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาทนี้ จะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ต่อคนจนและกลุ่มเปราะบางทุกบาททุกสตางค์” สมชัยทิ้งท้าย

ประเด็นปรับโครงสร้างภาษีถือเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อให้ประเทศมีงบสวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อคนไทยทุกคน!!