ลูกศิษย์โพสต์อาลัย ‘สมเกียรติ โอสถสภา’ ชี้วงการเศรษฐศาสตร์ไทยสูญเสียครั้งใหญ่
เมื่อวันที่ 10 เมษายน ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ และศาสตราจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กชื่อ “ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์” อาลัย รศ.ดร.สมเกียรติ โอสถสภา อดีตอาจารย์เศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใจความว่า
“ขอไว้อาลัย รศ.ดร.สมเกียรติ โอสถสภา”
เมื่อครั้งยังเป็นนิสิต (เข้าใจว่า) ปี 3 ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมได้เลือกลงเรียนวิชาหนึ่งที่ชื่อวิชาว่า “การพัฒนาชนบท (Rural Development)” ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาเลือกของสาขาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา โดยมีอาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา เป็นผู้สอน
เอาจริงๆ ในตอนนั้น ผมก็เหมือนกับเด็กเรียนหนังสือไม่ดีโดยทั่วๆ ไปที่เพียงเลือกวิชาเรียนตามเพื่อน เพราะด้วยเกรดที่ต่ำแบบพ้นโปรนิดๆ ผมเองก็ไม่กล้าไปเรียนวิชา Hard Core แบบแนวคณิตศาสตร์ คำนวณ หรือทฤษฎีแบบเพื่อนคนอื่นๆ ที่เรียนหนังสือเก่งกันเท่าไร และฟังจากชื่อ วิชา Rural Development นี้ก็น่าจะเบาๆ และน่าจะพอเรียนได้ ซึ่งเอาจริงๆ ในขณะนั้น (ตามประสาเด็ก กทม) ผมเองก็ไม่ได้สนใจอะไรกับการพัฒนาชนบทเท่าใดนัก และก็ไม่ได้รู้ด้วยว่าอาจารย์ผู้สอนท่านนี้่เก่งแค่ไหน ชำนาญอะไร
แต่พอได้เรียนแล้ว ต้องยอมรับว่า วิชา Rural Development นี้กลับเป็นวิชาที่ผม “ชอบที่สุด” ในบรรดาทุกวิชาของการเรียนในระดับปริญญาตรีที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ โดยสาเหตุเนื่องมาจากการที่เด็กเลือกเรียนวิชานั้นไม่มาก จำได้ว่าในห้องน่าจะมีไม่เกิน 10 คน ดังนั้น วิธีการสอนของอาจารย์สมเกียรติ จะไม่ได้มีการ lecture หรือมี Textbook เหมือนกับวิชาอื่นๆ แต่การเรียนการสอนจะเป็นการ “นั่งถก และอภิปราย” กันล้วนๆ ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันก็คือการเรียนการสอนแบบ Education 3.0 ในสมัยนี้ที่ว่าด้วยการ “ให้เด็กเป็นศุนย์กลาง” เพียงแต่ว่าตอนนั้น มันเป็นเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้วที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยจึงอาจจะไม่ได้เป็นการสอนแบบ Education 3.0 ที่แท้จริง แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงมากๆ จำได้ว่า ผมไม่เคยหลับในห้องสอนวิชา Rural Development นี้ (เหมือนกับวิชาอื่นๆ) เลย
ในขณะที่การสอบประมวลผลปลายภาค (Final Exam) ของอาจารย์สมเกียรติก็มา Surprise พวกเราอีก โดยอาจารย์ใช้วิธีเรียกเด็กแต่ละคนมาตั้งคำถาม และให้เราตอบ (คล้ายๆ สอบสัมภาษณ์) ซึ่งแตกต่างจากวิชาอื่นๆ ทั่วไปที่เป็นการถาม และเขียนคำตอบในข้อสอบ เอาจริงๆ ผมชอบวิธีการสอบแบบนี้มาก เพราะนอกจากที่เราไม่ต้องอ่าน และท่องมาเพื่อสอบแล้ว (ซึ่งไม่เหมาะกับเด็กเรียนไม่เก่งแบบผม) เรายังสามารถตอบตามความเข้าใจ และเปิดกว้างที่จะให้คำตอบที่อยู่ในบริบททางเศรษฐศาสตร์ได้ เอาจริงๆ แล้ว ทักษะการสอบแบบนี้ดูจะเหมาะสมกับการทำงานในโลกความเป็นจริงมากกว่าที่บททดสอบไม่ได้อยู่ในกระดาษคำตอบเท่านั้น
อาจารย์สมเกียรติยังได้ยกกรณีศึกษา (case studies) อันหนึ่งที่ “ผมจำไม่รู้ลืม” เพราะฟังตอนนั้นแล้ว “รู้สึกว้าว” มากๆ และเป็นกรณีศึกษาที่ผมเอาไปเล่าให้กับอาจารย์ตอนที่เรียนปริญญาโทในต่างประเทศ ก็คือ “นโยบายธนาคารควาย (Buffalo Bank) โดยหลักการณ์ก็คือ “ควายเป็นปัจจัยการผลิต (Input) ที่สำคัญสำหรับภาคเกษตรกรรมไทยในสมัยนั้น ในขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และไม่ได้ทุกคนจะมีควายใช้ในการไถนา นโยบายธนาคารควายก็เปรียบ “ควายเหมือนเป็นสินเชื่อ” โดยการให้ “ลูกควายกับชาวนา” และกำหนดให้จัดการ “ผสมพันธ์ควาย” กับชาวนาที่อยู่ใกล้เคียงกัน จนได้ลูกควายออกมา ก็ให้ชาวนาที่ได้รับลูกควายตอนแรกเอาลูกควายที่ได้จากการผสมพันธ์มาคืนธนาคาร (อารมณ์เหมือนกับใช้คืนเงินกู้) โดยธนาคารควายก็สามารถเอาลูกควายที่ได้รับนั้นไปให้ชาวนาคนอื่นๆ ต่อไป พอเวลาผ่านไปเพียง 2-3 ปี ชาวนาทุกคนในพื้นที่ก็ต่างก็มีควายไว้ใช้ในการไถนาทั้งหมด
ตอนฟังแล้วแบบโอ้ หลักการณ์ทางเศรษฐศาสตร์ชนบทนี้สุดยอดมากจริง พอจบๆ ไปผมก็ได้ไปเรียนต่อในสาขาเศรษฐศาสตร์ในหลากหลายสาขา แต่สาขาเศรษฐศาสตร์การพัฒนายังคงเป็นสาขาที่ผมยังคง “อิน” กว่าสาขาอื่นๆ จนถึงทุกวันนี้
ดังนั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า อาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา เป็นหนึ่งในผู้มีพระคุณกับผม (แบบอ้อมๆ) การจากไปของอาจารย์เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการเศรษฐศาสตร์ของประเทศไทย ขอไว้อาลัยจากการจากไปของอาจารย์ และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของอาจารย์ด้วยครับ


