‘แบงก์ชาติ’ จับตานโยบายรัฐบาลใหม่ แก้เศรษฐกิจ ชี้การเงิน-การคลัง จำเป็นต้องประสานกัน
เมื่อวันที่ 12 เมษายน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 1/2566 ถึงกรณีที่นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่เน้นเรื่องประชานิยมว่า ต้องไปพิจารณารายละเอียดในแต่ละนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ เพราะหากมีหลักการเพื่อมุ่งรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจแล้ว ทั้งนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังก็จำเป็นต้องประสานกันต่อไป
ทั้งนี้ มองว่านโยบายการคลัง และนโยบายการเงินในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งภาคการคลัง และภาคการเงิน แต่ในระยะข้างหน้า ประเมินว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มเริ่มฟื้นตัวและยังมีแรงส่ง จึงเป็นเหตุผลให้ต้องถอนคันเร่งภาคการเงิน เช่นเดียวกับภาคการคลังที่ทยอยยกเลิกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาไปในช่วงที่ผ่านมาแล้ว
นายปิติกล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมรอบวันที่ 29 มีนาคม มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เนื่องจากมองว่าแม้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ
เนื่องจากแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่อาจเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวภาคการท่องเที่ยว ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ประกอบกับเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้น ผู้ประกอบการภาคการผลิตทยอยส่งผ่านต้นทุนที่ยังค้างอยู่จากปีที่แล้วไปยังราคาสินค้าและบริการในปีนี้
“ดังนั้น ถ้าสถานการณ์เอื้อให้ปรับขึ้นราคาสินค้า ก็จะทำให้เงินเฟ้อยังมีโอกาสอยู่ในระดับที่สูงต่อไปได้ การที่ กนง.มองว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายยังมีความจำเป็น เนื่องจากมองเห็นพัฒนาการของเงินเฟ้อ และขณะนี้เงินเฟ้อยังไม่อยู่ในระดับที่ กนง.จะสบายใจได้” นายปิติกล่าว
ทั้งนี้ ธปท.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มลดลงและเริ่มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงกลางปี 2566 ซึ่งจะอยู่ที่ 2.9% ในปี 2566 และปี 2567 อยู่ที่ 2.4% โดยแรงกดดันด้านอุปทานจะทยอยลดลงตามแนวโน้มค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงเล็กน้อยแต่ยังมีแนวโน้มทรงตัว ในระดับสูงอีกระยะหนึ่ง โดยจะอยู่ที่ 2.4% ในปี 2566 ก่อนจะทยอยปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.0% ในปี 2567
นายปิติกล่าวว่า สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) บอกไม่ได้ว่าจะมีจุดสูงสุดที่ระดับใด เพียงแต่มองภาพในปัจจุบัน และแนวโน้มอนาคต รวมทั้งพิจารณาข้อมูลที่เข้ามาใหม่ประกอบกันไป เพื่อดูว่าแนวโน้มที่เคยให้ไว้ยังสอดคล้องกันหรือไม่ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าดอกเบี้ยจะขึ้นไปสูงสุดที่เท่าไร แต่ยังต้องรักษาความเสี่ยงเงินเฟ้อต่อไปในอนาคต
ขณะที่กรณีที่ประชุม กนง.ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่ำเกินไปว่าอาจก่อให้เกิดความไม่สมดุลในระบบเศรษฐกิจ และเป็นการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว ซึ่งนโยบายการเงินในระยะต่อไปควรคำนึงถึงระดับอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่เหมาะสมด้วย
“ยืนยันว่าหากเศรษฐกิจเริ่มกลับเข้าสู่ดุลยภาพ หรือศักยภาพ 3-4% และอัตราเงินเฟ้อกลับเข้าอยู่ในกรอบ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงไม่ควรติดลบ โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านมา ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ลดการติดลบของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลงได้ ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติด -1%” นายปิติกล่าว

