ชำแหละนโยบาย หั่น ‘ค่าตั๋วรถไฟฟ้า’ เหลือ 20-50 บาทตลอดสาย ทำได้จริงสุดปัง
เมื่อเรื่องปากท้อง ค่าครองชีพที่ปัจจุบันดัชนีวิ่งแซงหน้าเงินในกระเป๋าประชาชน เป็นเรื่องด่วนจี๋ ทำให้สีสันการหาเสียงเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ จึงเห็นการอัดฉีดนโยบายการเติมเงินเข้ากระเป๋า ลดภาะค่าใช้จ่าย หวังโกยคะแนนเสียงกันอย่างคึกคัก
หนึ่งนโยบายไฮไลต์ที่น่าสนใจไม่น้อย เรื่อง”ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสารพัดสี”ที่พรรคการเมืองใหญ่ ประกาศออกมา
ไม่ว่า”พรรคเพื่อไทย”จะจัดระเบียบใหม่รถไฟฟ้าสายต่างๆในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อใช้ระบบตั๋วร่วม 20 บาทตลอดสายได้ก่อนปี 2570
ไม่ว่า”พรรคภูมิใจไทย”จะเก็บค่าโดยสารเริ่มต้น 15 บาท ตลอดสายไม่เกิน 40 บาท แถมใจดีจัดให้ตั๋ว One Day Pass สำหรับค่าโดยสารสาธารณะ รถ เรือ เริ่มต้น 15 บาท ตลอดวันจ่ายไม่เกิน 50 บาท
ไม่ว่า”พรรคก้าวไกล”มาพร้อมสโลแกน รถเมล์และรถไฟฟ้าจ่าย 8-45 บาทตลอดสาย ใช้บัตรใบเดียวครอบคลุมทั้งกทม.
ไม่ว่า”พรรคประชาธิปัตย์”ชูนโยบายรถไฟฟ้า 50 บาทตลอดวัน ทุกสาย ไม่จำกัดเที่ยว
ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่นั้น ยังคงต้องติดตาม จะว่าไปแล้ว”นโยบาย 20 บาทตลอดสาย” เคยจุดพลุมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน แต่ยังไปไม่ถึงปลายทางฝัน
ปัจจุบันค่าโดยสารรถไฟฟ้าในส่วนของ “สายสีเขียว” ค่าโดยสารแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ สายหลัก(สัมปทาน) สายสุขุมวิทช่วงหมอชิต-อ่อนนุชและสายสีลมช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ค่าโดยสารอยู่ที่ 17-47 บาท

ส่วนต่อขยายที่1 สะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่-บางหว้า และอ่อนนุช-แบริ่ง ค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสายและส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการและหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เดิมจะเก็บค่าโดยสาร 15-45 บาท แต่ปัจจุบันกรุงเทพมหานคร(กทม.) ยังเปิดให้นั่งฟรีไม่มีกำหนด
“สายสีน้ำเงิน” ช่วงบางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค ค่าโดยสาร 17-43 บาท “สายสีม่วง” ช่วงเตาปูน-บางใหญ่ ค่าโดยสาร 14-42 บาท หากผู้โดยสารเปลี่ยนระบบระหว่างสายสีน้ำเงินกับสายสีม่วงจะยกเว้นค่าแรกเข้า

“สายสีแดง” ช่วงพญาไท-สุวรรณภูมิหรือแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ค่าโดยสาร 15-45 บาท “สายสีทอง” ช่วงกรุงธนบุรี-คลองสาน ค่าโดยสาร 16 บาทตลอดสาย หากเข้าระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีกรุงธนบุรี จะเสียค่าแรกเข้าอีก 16 บาท
”สายสีแดง” ช่วงบางซื่อ-รังสิตและบางซื่อ-ตลิ่งชัน ค่าโดยสาร 12-42 บาท หากเปลี่ยนระบบระหว่างสายสีแดงกับสีม่วงและสีน้ำเงิน จะยกเว้นค่าแรกเข้า

ส่วนอีก 2 สายใหม่จะเปิดบริการในปี 2566 ”สายสีชมพู”ช่วงแคราย-มีนบุรี ค่าโดยสาร 15-45 บาท และ”สายสีเหลือง”ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ค่าโดยสาร 15-45 บาท
“สายสีส้ม” ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี จะเปิดบริการในปี 2568 ค่าโดยสารอยู่ที่ 15-45 บาทและ”สายสีม่วง” ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ จะเปิดบริการในปี 2570 ค่าโดยสารอยู่ที่ 15-45 บาทเช่นกัน
หากนั่งต่างระบบ ต่างสัมปทาน และหลายต่อก็ต้องจ่ายค่าแรกเข้าหลายครั้ง สมมุติถ้านั่งสายสีเขียวจะเข้าไปใช้สายสีอื่น เช่น สีชมพู สีเหลือง สีน้ำเงิน ต้องจ่ายค่าแรกเข้าต่อที่สอง
ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา หลายรัฐบาลพยายามจะแจ้งเกิด”ระบบตั๋วร่วม” โดยใช้บัตรใบเดียวนั่งได้ทุกสาย จ่ายค่าโดยสารในราคาที่ไม่แพงมาก
สุดท้ายก็เป็นได้แค่”ตั๋วต่อ”คนใช้รถไฟฟ้ายังต้องถือบัตรหลายใบไปตามระเบียบ ในเมื่อเป็นเรื่องใหม่ เลยทำให้”ระบบตั๋วร่วม”ในเมืองไทยจึงไม่ฉลุย เพราะรถไฟฟ้าแต่ละสายสัญญาสัมปทานเดิมยังไม่สิ้นสุด
หากจะเดินหน้า ต้องเจรจาเอกชนผู้รับสัมปทาน ขณะที่รัฐบาลก็ต้องเข้าไปอุดหนุนรายได้ที่เป็นส่วนต่างด้วย ว่ากันว่าน่าจะใช้งบประมาณอุดหนุนหลาย 1,000 ล้านบาทต่อปีกันเลยทีเดียว
”ระบบตั๋วร่วม”ยังแจ้งเกิดไม่สำเร็จ แล้วนโยบายหาเสียงนั่งรถไฟฟ้า 20 บาท 40 บาท 50 บาท ตลอดสายจะทำได้จริงไหม?

”สุเมธ องกิตติกุล”ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ สะท้อนว่า นโยบายหาเสียงรถไฟฟ้า 20 บาท และ 40 บาทตลอดสายของพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ยังไม่เห็นไส้ในว่าจะมีวิธีการดำเนินการอย่างไรที่จะสามารถผลักดันให้เป็นจริงได้ ซึ่งนโยบาย 20 บาทตลอดสายเคยมีพรรคการเมืองทำมาแล้ว แต่ยังไม่สามารถผลักดันออกมาได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตามแทนที่พรรคการเมืองจะออกนโยบายใหม่ในลักษณะนี้ น่าจะชูเรื่องการแก้ปัญหาเดิมที่ค้างคา อย่างเช่น ผลักดันระบบตั๋วร่วมให้ใช้ได้จริง รวมถึงทำโครงข่ายเดิมให้ครบตามแผนแม่บท และทำให้ประชาชนเข้าถึงการบริการได้ง่าย มากกว่าจะไปขายของใหม่
“สุเมธ”ขยายความว่า เนื่องจากรถไฟฟ้าแต่ละสายมีสัญญาเดิมอยู่ และเป็นการพัฒนาโครงการคนละห้วงเวลาและภายใต้เงื่อนไขคนละรูปแบบ ซึ่งบางสายเอกชนลงทุนเองทั้งหมด ขณะที่บางสายรัฐบาลลงทุนงานโยธาให้และเอกชนลงทุนงานระบบ หรือบางสายรัฐลงทุนเองและจ้างเอกชนเดินรถ จึงทำให้รถไฟฟ้าต้องจ่ายค่าโดยสารหลายต่อและแพงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
“การจะทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าถูกลง ทางรัฐบาลต้องเข้าไปควบคุมโครงสร้างราคา แก้สัญญาสัมปทาน จัดรูปแบบการลงทุนใหม่ และต้องอุดหนุนงบประมาณบางส่วนด้วย รวมถึงต้องหาจุดลงตัวที่วิน-วินทุกฝ่าย”สุเมธกล่าวย้ำ

