ร้อนเดือด-ท่องเที่ยวฟื้น ไฟพีคประเทศลุ้นทุบสถิติ-ห้ามดับ!!

17.04.23 | 12:17 น.
ร้อนเดือด-ท่องเที่ยวฟื้น ไฟพีคประเทศลุ้นทุบสถิติ-ห้ามดับ!!

ตัวเลขการใช้ไฟปีนี้แนวโน้มจะโตพรวดพราด หลังทรุดตัวช่วงโควิดระบาดตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา

สาเหตุมาจากเศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัว อานิสงส์หลักมาจากภาคการท่องเที่ยว ล่าสุดคาดการณ์ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2566 จะพุ่งถึง 27-30 ล้านคน เพราะแค่ตัวเลขไตรมาสแรกของปีนี้ (มกราคม-มีนาคม) ก็ปาไปถึง 6.5 ล้านคนแล้ว

นอกจากนี้ ยังได้รับแรงหนุนเล็กๆ จากเทศกาลเลือกตั้งที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนในจังหวัดต่างๆ

ขณะที่การลงทุนจากภาครัฐและเอกชนก็ยังเป็นความหวัง เพียงแต่ความเร็วและความแรงอาจแผ่วลงตามบรรยากาศที่ต่างลุ้นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่

ที่ต้องทำใจและลุ้นยากคือภาคส่งออก ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว คาดว่าการส่งออกของไทยจะกลับมาฟื้นตัวตัวเลขเป็นบวกก็ช่วงไตรมาส 3 (กรกฎาคม-กันยายน) หรือไตรมาส 4 (ตุลาคม-ธันวาคม) เลย

Advertisement

⦁ร้อนจัด-เที่ยวฟื้น ดันไฟพีค
เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา เกิดความต้องการใช้สูงสุด (พีค) ในปีนี้ 32,963 เมกะวัตต์ เวลา 20.52 น. ซึ่งการใช้ไฟฟ้าที่พีคเกิดจากอากาศร้อนจัด คนไทยเปิดแอร์ พัดลมคลายร้อน ประกอบกับเป็นวันหยุดจึงอยู่บ้านใช้ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทำลายสถิติพีคในระบบของประเทศที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565 เวลา 14.30 น. ที่เกิดขึ้น 33,177.3 เมกะวัตต์

โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ประเมินว่าช่วงหน้าร้อนปีนี้น่าจะเกิดพีคไฟฟ้าทำลายสถิติของปี 2565 ในระบบ 3 การไฟฟ้าได้ โดยคาดว่าจะทะลุ 34,000 เมกะวัตต์ จากปี 2565 อยู่ที่ 33,177 เมกะวัตต์ ส่วนจะเกิดช่วงใดต้องติดตามตัวเลขอีกครั้ง

สำหรับภาพรวมการใช้พลังงานที่เติบโต สนพ.คาดการณ์ปี 2566 ว่าสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินภาพรวมการใช้พลังงานในปี 2566 จะเพิ่มขึ้น 2.8% อยู่ที่ระดับ 2,047 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน

แบ่งเป็น การใช้ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน/ลิกไนต์ จะเพิ่มขึ้น 0.7% จากการใช้ถ่านหินนำเข้าที่เพิ่มขึ้น การใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 4.6% โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันเครื่องบิน จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินจากต่างประเทศ

ด้านการใช้ก๊าซธรรมชาติ จะเพิ่มขึ้น 1.8% การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้า จะเพิ่มขึ้น 4.4% สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งความต้องการการเดินทางภายในประเทศและการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

สำหรับสถานการณ์ราคาพลังงานนั้น สศช.คาดว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2566 จะอยู่ที่ 80.0-90.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ต้องจับตาความผันผวนของราคาจากการที่กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันและประเทศพันธมิตร (โอเปคพลัส) ลดกำลังผลิต 1.18 ล้านบาร์เรลต่อวัน เริ่มเดือนพฤษภาคมนี้ด้วย ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนในปี 2566 คาดจะอยู่ที่ 32.2-33.2 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

คาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2566 จะขยายตัว 2.6% และเศรษฐกิจภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2566 จะขยายตัวในช่วง 2.7-3.7% ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญมาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ การอุปโภคบริโภคภายในประเทศ และภาคการเกษตร

สำหรับสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าปี 2566 ล่าสุดประเทศไทยเกิดพีคของปี 2566 แล้วถึง 3 ครั้ง แต่ยังไม่ทำลายสถิติพีคในระบบของประเทศ เกิดขึ้นครั้งแรกวันที่ 27 มีนาคม 2566 เวลา 15.43 น. มียอดพีคไฟฟ้า 31,054.6 เมกะวัตต์ ครั้งที่ 2 วันที่ 4 เมษายน 2566 เวลา 15.28 น. มียอดพีคไฟฟ้า 31,495.5 เมกะวัตต์ และครั้งที่ 3 วันที่ 28 เมษายน 2565 เวลา 14.30 น. ยอดพีคไฟฟ้า 33,177.3 เมกะวัตต์

⦁สำรอง 30% พอไร้กังวลไฟดับ
วัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวย สนพ. ระบุว่า ปี 2565 พีคในระบบ 3 การไฟฟ้า อยู่ที่ประมาณ 33,177 เมกะวัตต์ ปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 34,000 เมกะวัตต์เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ เชื่อว่าไม่น่าจะมีประเด็น หรือน่ากังวล

เพราะสำรองไฟฟ้ามีเพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศได้ ปัจจุบันมีปริมาณสำรองการผลิตไฟฟ้าในระบบกว่า 30% จากปกติที่ต้องมีประมาณ 15% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด การเกิดพีคไฟฟ้าที่จะทำสถิติใหม่นั้นจะไม่เกิดปัญหาไฟฟ้าตก หรือดับอย่างแน่นอน

ผู้อำนวยการ สนพ.กล่าวถึงอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทยว่า ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้วในงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 ที่แบ่งเป็น 2 อัตราคือ กลุ่มบ้านอยู่อาศัย อัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย และกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น (ธุรกิจ อุตสาหกรรม บริการ อื่นๆ) อัตรา 5.33 บาทต่อหน่วย ล่าสุดอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 ได้ทยอยปรับลดลงแล้ว กลับมาเป็นอัตราเดียว อัตรา 4.77 บาทต่อหน่วย

⦁ค่าไฟเทรนด์ถูกลง
นอกจากนี้ แนวโน้มค่าไฟงวดที่เหลือของปี 2566 (กันยายน-ธันวาคม 2566) จะปรับลดลงอีก เนื่องจากกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยเฉพาะแหล่งเอราวัณ (จี1)

โดยข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุว่า กำลังการผลิตก๊าซในเดือนกรกฎาคม 2566 จะเพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็น 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และเดือนธันวาคม 2566 จะเพิ่มเป็น 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากนั้นในเดือนเมษายน 2567 จะเพิ่มเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ตามเงื่อนไขสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี)

นอกจากนี้ในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้มีการเตรียมความพร้อมในการจัดหาเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าวแล้ว อีกทั้งสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกดีขึ้น โดยเฉพาะแอลเอ็นจีสปอต ที่ปรับตัวลงเหลือ 12-13 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู เมื่อเปรียบเทียบกับราคาปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 30-40 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู

“รวมทั้งคลังรับ-จ่ายแอลเอ็นจี (เทอร์มินอล) แห่งที่ 2 (หนองแฟบ) ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็สร้างเสร็จแล้ว พร้อมรองรับแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้นอีก 7.5 ล้านตันต่อปี” ผู้อำนวยการ สนพ.ทิ้งท้าย

⦁พีดีพี 2023 เสนอ รบ.ใหม่เคาะ
สถานการณ์ไฟพีคที่ต้องจับตาไม่เพียงเชื่อมโยงแนวโน้มราคา ยังเชื่อมโยงกับการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ 2566-2580 หรือพีดีพี 2023 ฉบับใหม่ ล่าสุดผลจากการเปลี่ยนรัฐบาลทำให้พีดีพี 2023 ต้องล่าช้าออกไปเช่นกันเพื่อรอรัฐบาลใหม่ตัดสินใจ

ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานพบว่า เบื้องต้นปริมาณการผลิตไฟฟ้าจะมากกว่า 77,211 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ในพีดีพี 2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าจะสูงขึ้นจากรถอีวีและโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)

นอกจากนี้ สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจะสูงขึ้นอยู่ระดับ 50% ส่วนค่าไฟฟ้าจะพยายามให้เท่าแผนพีดีพีเดิมเฉลี่ย 3.60 บาทต่อหน่วย

เมื่อค่าไฟถูกลง แผนผลิตไฟฟ้ามั่นคง จะพีคอีกกี่รอบก็หมดปัญหาไฟดับแต่สิ่งสำคัญที่คนไทยไม่ควรลืม คือ การประหยัดพลังงาน เพื่อเซฟเงินในกระเป๋า

รับมือสถานการณ์พลังงานพลิกผัน ที่เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้!!