หน้าแรก เศรษฐกิจ ดอกเบี้ยขาขึ้...

ดอกเบี้ยขาขึ้น แบงก์แข่งปล่อย ‘สินเชื่อรีไฟแนนซ์’ จะย้ายหนี้บ้านไปธนาคารใหม่ดีไหม?

21.04.23 | 16:11 น.

ดอกเบี้ยขาขึ้น แบงก์แข่งปล่อย ‘สินเชื่อรีไฟแนนซ์’ จะย้ายหนี้บ้านไปธนาคารใหม่ดีไหม?

หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ต่อปี สู่ระดับ1.75% เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ล่าสุดธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐ ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ทุกประเภทตามเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ปฎิเสธไม่ได้ว่าการขยับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในแต่ละครั้ง ส่งผลกระทบต่อภาระของผู้เป็นหนี้ โดยเฉพาะผู้กู้ซื้อบ้าน ที่ค่างวดผ่อนจะเพิ่มขึ้นตามการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ที่ตอนนี้เข้าสู่โหมดขาขึ้น

เพื่อเป็นการลดภาระในยุคดอกเบี้ยขาขึ้น ทางเลือกหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ นั่นคือ “การรีไฟแนนซ์” ที่โยกหนี้จากธนาคารหนึ่งไปยังอีกธนาคารหนึ่ง เหมือนกับการขอสินเชื่อใหม่ ดังนั้นในเวลานี้ จึงเห็นธนาคารต่างๆ จัดโปรโมชั่น จูงใจคนย้ายค่าย

จากการสำรวจเบื้องต้น มี “ทีทีบี” ดอกเบี้ยพิเศษเฉลี่ย 3 ปีแรก เริ่มต้น 3.25% ต่อปี ฟรีค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ค่าจดทะเบียนจำนอง ผ่อนสูงสุด 35 ปี วงเงินอนุมัติสูงสุด 50 ล้านบาท

Advertisement

“กรุงศรีอยุธยา” ดอกเบี้ยคงที่ 2% ต่อปี ปีแรกฟรีค่าประเมินหลักประกัน มูลค่า 3,210 บาท วงเงินกู้สูงสุด 95% ของราคาประเมิน ผ่อนชำระนานสูงสุด 30 ปี มีวงเงินเหลือ กู้เพิ่มสินเชื่อกรุงศรีโฮมฟอร์แคชได้

”แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” ดอกเบี้ยต่ำเริ่ม 2.39%ต่อปี กู้ได้ 100% ผ่อนนานสูงสุด 35 ปี รับทุกโครงการจัดสรร ฟรีค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย และค่าจดจำนอง จัดโปรถึง 30 มิถุนายน 2566

“กรุงไทย”ดอกเบี้ยคงที่ 0.57% ต่อปี นาน 3 เดือน วงเงินกู้สูงสุด 100% ผ่อนนานสูงสุด 40 ปี ด้าน”อาคารสงเคราะห์”หรือธอส. คิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 3.25% วงเงินสูงสุด 100% ระยะกู้ 40 ปี

“กสิกรไทย” ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี อยู่ที่ 6.60% วงเงินกู้สูงสุด 90% ระยะกู้ 30 ปี “กรุงเทพ” ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี อยู่ที่ 3.68% จำกัดวงเงินอนุมัติตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป ให้กู้สูงสุด 100% ผ่อนนานสูงสุด 30 ปี ฟรีค่าสำรวจและประเมินหลักประกันขั้นต่ำ 3,000 บาท

ด้าน”ไทยพาณิชย์” ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี อยู่ที่ 5.525% มีเงื่อนไขต้องทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ โดยให้วงเงินกู้สูงสุด 100%

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) กล่าวว่า การแข่งขันของตลาดสินเชื่อรีไฟแนนซ์ที่เห็นในปัจจุบัน น่าจะเป็นผลดีต่อผู้ซื้อบ้านหรือไม่ ก่อนอื่นมาดูว่ารีไฟแนนซ์คืออะไร ปกติผู้ซื้อบ้านมักจะต้องผ่อนชำระกับธนาคารเพราะแทบไม่มีใครมีเงินสด แต่อัตราการผ่อนชำระต่ำๆ จูงใจคนกู้นั้น หลังจาก 3 ปีแรกดอกเบี้ย (คงที่) ในการกู้ซื้อบ้านก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แบบดอกเบี้ยลอยตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้เงินผ่อนชำระสูงขึ้น เป็นภาระของผู้ผ่อนชำระ

ดังนั้นเพื่อเป็นการลดดอกเบี้ยในการผ่อนชำระหนี้ หลายคนจึงยื่นเรื่องขอรีไฟแนนซ์บ้านหรือห้องชุด โดยทั่วไปการไปยื่นขอสินเชื่อเงินกู้จากสถาบันการเงินแห่งใหม่ที่มีดอกเบี้ยถูกกว่าสถาบันการเงินเดิม จึงจูงใจให้คนพากันรีไฟแนนซ์ ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่กระเตื้องนัก และอัตราการมีหนี้ของประชาชนสูงขึ้น ทำให้ตลาดรีไฟแนนซ์ จึงกำลังเติบโต

“อย่างไรก็ตามการรีไฟแนนซ์ ก็ต้องมีต้นทุนเช่นกัน อย่างเช่น ในกรณีที่ไถ่ถอนก่อนกำหนด จะต้องเสียค่าปรับ มีต้นทุนด้านภาษีในการไถ่ถอนจำนอง และไปจำนองกับสถาบันการเงินใหม่ มีค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าประเมินค่าทรัพย์สิน แต่สถาบันการเงินบางแห่งก็ไม่คิดค่าใช้จ่ายนี้ เป็นต้น”นายโสภณกล่าว

นายโสภณกล่าวว่า ปัจจุบันในเขตกรุงเทพและปริมณฑล มีบ้านที่สร้างเสร็จ แต่ไม่มีคนอยู่อาศัยถึง 600,000 หน่วย โดยเกือบทั้งหมดถูกซื้อไปแล้ว และในจำนวนนี้ 300,000 หน่วย เป็นห้องชุดที่ว่างอยู่ และห้องชุดในกรุงเทพมีอัตราว่างสูงถึง 20-25% ขณะเดียวกันตลาดปล่อยเช่าก็ไม่ค่อยได้ ขายก็ยาก จึงทำให้ตลาดรีไฟแนนซ์ เติบโตมากขึ้นอีก

นอกจากนี้นายโสภณยังแนะว่า ในการกู้เงินซื้อบ้าน อาจจะต้องคิดใหม่ ถ้าไม่จำเป็นต้องอย่าพยายามกู้สถาบันการเงิน ถ้ากู้ต้องพยายามกู้แต่น้อย ไม่ใช่กู้ 95% ถึง 110% ซึ่งทำให้เป็นภาระอันหนัก รวมถึงไม่ควรกู้หลายหลังหรือหลายทาง เพราะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงมาก อีกทั้งอย่ากู้ระยะยาวจนเกินไป เพราะดอกเบี้ยอาจสูงกว่าเงินต้นที่กู้ และถ้ากู้แล้วก็ต้องพยายามผ่อนให้หมด ด้วยการเทหรือโปะเงินต้นให้ได้มากที่สุด จะทำให้เราเสียดอกเบี้ยน้อยลง ซึ่งผู้ซื้อบ้านยุคใหม่ต้องคิดให้หนัก และวางแผนให้ดีด้านการเงิน