คิดเห็นแชร์ : ปัจจัยกำหนดทิศทางราคา ‘ทองคำ’

23.04.23 | 12:28 น.

คิดเห็นแชร์ : ปัจจัยกำหนดทิศทางราคา ‘ทองคำ’

บทความ “คิด เห็น แชร์” นี้ ผมจะขอกล่าวถึง ความน่าสนใจถึงการลงทุนในทองคำ ซึ่งจะเป็นเนื้อหาต่อเนื่องจากบทความฉบับก่อนที่ผมหยิบประเด็นเรื่องโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในอีก 12 เดือน (พยากรณ์โดย Fed สาขานิวยอร์ก) ข้างหน้า สูงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด ณ วันที่ 3 เม.ย. ความน่าจะเป็นที่พยากรณ์ไว้สูงถึง 57.77% ในสถานการณ์เช่นนี้ โดยปกติแล้วเราควรที่จะเริ่มกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย ที่มีความเสี่ยงต่ำและสามารถรักษามูลค่าของเงินลงทุนไว้ได้ หากเกิดสถานการณ์ที่เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยในอนาคตอันใกล้จริง สำหรับบทความฉบับนี้ผมจะวิเคราะห์ถึงปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ที่จะมีผลต่อราคาทองคำในเชิงทฤษฎีและข้อมูลสถิติ ซึ่งโดยปกติปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำตามทฤษฎีหลักๆ แล้วจะมีอยู่ 3 ปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ

ปัจจัยแรก “ภาวะเงินเฟ้อ” โดยปกติแล้วเราจะได้ยินอยู่เสมอว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันเงินเฟ้อ หรือ “Inflation hedge” เมื่อนักลงทุนในตลาดคาดการณ์ว่าภาวะเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นในอนาคต นักลงทุนจะเข้าซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง และหากแนวคิดนี้เป็นจริงอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากปัจจัยเงินเฟ้อจะผลักดันให้ราคาทองคำที่แท้จริง (ราคาทองคำที่ปรับเงินเฟ้อแล้ว หรือ Real gold price) ปรับสูงขึ้น … อย่างไรก็ดี จากการศึกษาข้อมูลในอดีต ผมใช้ข้อมูลราคาทองคำในตลาดโลก (สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) ปรับด้วยดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐ ให้เป็นราคาทองคำที่แท้จริง เปรียบเทียบกับ “คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในอีก 12 เดือนข้างหน้า” (สำรวจโดย University of Michigan) ตั้งแต่ปี 1978-ปัจจุบัน พบว่าในช่วงปี 1978 จนถึงช่วงประมาณปี 2008 ราคาทองคำที่แท้จริงเคลื่อนไหวในทิศทางที่ใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในอีก 12 เดือนข้างหน้า สะท้อนแนวคิดเรื่อง Inflation hedge ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ดี จากข้อมูลหลังปี 2008 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน แม้ราคาทองคำที่แท้จริงจะยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในอนาคต แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ปัจจัย กลับไม่ได้เคลื่อนไหวในระดับเดียวกันเช่นในอดีตอีกต่อไป โดยราคาทองคำที่แท้จริงปรับขึ้นมากกว่าเท่าตัว ในช่วงเวลาปี 2008-2012 แต่คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อช่วงเวลาเดียวกันกลับทรงตัว และความสัมพันธ์ดังกล่าวยังต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น สรุปได้ว่าปัจจัยเรื่อง Inflation hedge ได้ลดบทบาทลงในปัจจุบัน และมีปัจจัยอื่นเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นแทนที่ โดยเฉพาะ “อัตราดอกเบี้ย”

ปัจจัยที่สอง “อัตราดอกเบี้ย” ตามทฤษฎีการเงินแล้วราคาสินทรัพย์ใดๆ ก็ตาม จะมีการเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่แท้จริง (Long-term real interest rate) ดังนั้น ผมจึงทำการศึกษาข้อมูลในอดีต โดยใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ลบด้วยคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในอีก 10 ปีข้างหน้า เป็นตัวแทนอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่แท้จริง เปรียบเทียบกับราคาทองคำที่แท้จริงกลับไม่พบความสัมพันธ์ที่ตรงกันข้ามของราคาทองคำที่แท้จริงกับอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่แท้จริง บนข้อมูลตั้งแต่ปี 1978 จนถึงปี 2001 (ค่าสหสัมพันธ์ช่วงปี 1978-2001 เป็นบวก) อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันความสัมพันธ์กลับกลายเป็นตรงข้าม โดยอัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่แท้จริงปรับตัวสวนทางกับราคาทองคำที่แท้จริงตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปัจจุบัน (ค่าสหสัมพันธ์ช่วงปี 2001-ปัจจุบัน เป็นลบชัดเจน)

ปัจจัยสุดท้าย ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยทั่วไปนักลงทุนมักจะใช้ทองคำเป็นที่พักเงิน ในช่วงที่เกิดความไม่มั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจในอนาคต หรือที่เรียกกันว่า “Safe haven” เนื่องจากคาดหวังว่าทองคำจะสามารถรักษามูลค่าตัวเองไว้ได้ ในช่วงที่อาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ผมใช้ข้อมูลความเชื่อมั่น
ผู้บริโภคทั่วโลกที่จัดทำโดย OECD เป็นตัวแทนความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจในอนาคต เปรียบเทียบกับราคาทองคำที่แท้จริง พบว่ามีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามอย่างชัดเจน เว้นเพียงช่วงปี 2022 ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ดังกล่าวเริ่มไม่ชัดเจน กล่าวคือ ราคาทองคำที่แท้จริงปรับลดลง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯก็ปรับลดลงด้วย อย่างไรก็ดี ผมประเมินว่าความสัมพันธ์ที่ผิดปกติที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา อาจเป็นผลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่สูงผิดปกติของเฟด

Advertisement

โดยสรุปพบว่า ประเด็นเรื่อง ภาวะเงินเฟ้อเริ่มมีบทบาทกำหนดราคาทองคำลดลงในปัจจุบัน โดยมีปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นแทนที่ ขณะที่การใช้ทองคำเป็น “Safe haven” ยังคงมีผลต่อราคาทองคำ ดังนั้น เมื่อพิจารณาแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (6-12 เดือน) คือ ภาวะเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลง (คาดว่า ไม่มีผลต่อราคาทองคำมากนัก) ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเริ่มชะลอลง และอาจต้องพลิกกลับมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (มีผลบวกต่อราคาทองคำ) ขณะที่ความกังวลต่อโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (มีผลบวกต่อราคาทองคำ) จะพบว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ราคาทองคำในตลาดโลกจะปรับสูงขึ้นในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า แต่สำหรับราคาทองคำขายปลีกในประเทศไทยอาจไม่ได้ปรับขึ้นตามราคาทองคำในตลาดโลกมากนัก เนื่องจากมีโอกาสที่ค่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากเฟดอาจจะต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเทียบกับค่าเงินบาท

อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงตามคาด การลงทุนในทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง ถือเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับการลงทุน

สุโชติ ถิรวรรณรัตน์
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท หลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)